ผู้จัดการมรดก

คดีร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก

มรดก คือ ทรัพย์สินทุกชนิด รวมทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ ของผู้ตาย ซึ่งมีอยู่ก่อนหรือในขณะที่ถึงแก่ความตาย เว้นแต่ว่าโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้

ตัวอย่าง

กองมรดก เช่น ที่ดิน บ้าน คอนโด รถยนต์ เงินฝากในธนาคาร อาวุธปืน เงินที่ให้กู้ยืม ค่าเช่า ดอกเบี้ย เงินปันผล สิทธิเช่าซื้อ เป็นต้น

หนี้สินเจ้ามรดก เช่น หนี้เงินกู้ หนี้ค่าเช่า เป็นต้น ซึ่งจะตกทอดมาสู่ทายาท แต่รับผิดในฐานะเป็นทายาทเท่านั้นไม่ใช่ส่วนตัว คือ ไม่เกินทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน

 

ผู้จัดการมรดก คือ บุคคลซึ่งศาลมีคำสั่งตั้ง เพื่อทำหน้าที่รวบรวมทรัพย์สิน ทำบัญชี และแบ่งมรดกให้ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก โดยมีที่มาได้ 2 ทาง

1. ตามพินัยกรรมระบุไว้ ป.พ.พ. มาตรา 1712 หรือ

2. โดยคำสั่งศาล ป.พ.พ. มาตรา 1713

 

ทายาทโดยธรรม 6 ลำดับ

1. ผู้สืบสันดาน เช่น ลูก หลาน เหลน ลื่อ รวมทั้งบุตรที่บิดาได้รับรองโดยพฤติการณ์

2. บิดามารดา

3. พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

4. พี่น้องร่วมบิดา หรือร่วมมารดาเดียวกัน

5. ปู่ ย่า ตา ยาย

6. ลุง ป้า น้า อา

สำหรับสามีภริยา ต้องจดทะเบียนสมรสเท่านั้น

 

บุคคลผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาล ป.พ.พ. มาตรา 1713

1. ทายาทโดยธรรม เฉพาะที่มีสิทธิได้รับมรดกจริง ๆ เท่านั้น หรือผู้รับพินัยกรรม

2. ผู้มีส่วนได้เสีย เช่น

   สามีภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ฎ.1239/2554, 12734/2558, 5603/2534

   เจ้าของร่วมในทรัพย์สิน ฎ.616/2547

   ผู้ปกครองผู้เยาว์ที่เป็นทายาท ฎ.587/2523

   ผู้แทนโดยชอบธรรมของทายาทที่เป็นผู้เยาว์ ฎ.2731/2556

   ผู้สืบสิทธิหรือทายาทรับมรดกแทนที่ ฎ.850/2551 2733/2548

   ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม ฎ.6301/2556 ฎ.7573/2561

   เจ้าหนี้ (เฉพาะที่ไม่มีทายาทหรือผู้รับพินัยกรรม) ฎ.5644/2545

   ผู้จัดการมรดกของเจ้าของร่วม

3. พนักงานอัยการ

 

คุณสมบัติของผู้จัดการมรดก

1. บรรลุนิติภาวะ อายุ 20 ปีบริบูรณ์

2. ไม่เป็นคนวิกลจริต

3. ไม่เป็นบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

4. ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย

เพิ่มเติม ผู้จัดการมรดกไม่จำเป็นต้องเป็นทายาท แต่ผู้มีสิทธิร้องขอต่อศาล ต้องเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสีย โดยอาจขอให้ศาลตั้งใครก็ได้ เป็นผู้จัดการมรดก

ข้อสังเกตุ

1. ไม่เป็นบุคคลมีอารมณ์รุนแรง ขัดแย้งกับทายาทคนอื่น เพราะถือว่าเป็นอุปสรรคในการจัดการมรดกต่อทายาท อ้างอิง ฎ.6166-6167/2552

2. ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ เป็นไม่ได้ อ้างอิง ฎ.12704/2556

 

เอกสารประกอบการยื่นคำร้อง

1. เอกสารแสดงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร้องกับผู้ตาย เช่น สูติบัตร ใบสำคัญการสมรส ทะเบียนรับรองบุตร ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชน เป็นต้น

2. มรณบัตรของผู้ตายเจ้ามรดก

3. เอกสารเกี่ยวกับทรัพย์มรดกหรือสิทธิเรียกร้อง เช่น โฉนดที่ดิน หนังสือรับรองการทำประโยชน์ หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด น.ส. 3ก สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร สลาก ใบหุ้น พันธบัตรรัฐบาล รายการจดทะเบียนรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ทะเบียนอาวุธปืน กรมธรรม์ประกันภัยหรือชีวิต สัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาเช่าซื้อ เป็นต้น

4. บัญชีทรัพย์

5. บัญชีเครือญาติ

6. หนังสือยินยอมให้เป็นผู้จัดการมรดกจากทายาท พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน

7. พินัยกรรม (ถ้ามี)

8. หนังสือสำคัญแสดงการเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี)

9. หนังสือรับรองสถานภาพการสมรส / โสด (ถ้ามี)

10. หนังสือรับรองจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม (ถ้ามี)

11. มรณบัตรของทายาทที่เสียชีวิตไปก่อนหน้า (ถ้ามี)

11. หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)

 

ค่าธรรมเนียมศาล

1. ค่าธรรมเนียมศาล 200 บาท

2. ค่าประกาศผ่านสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ E-Notice ฟรี

ยกเลิก 

1. ค่าประกาศหนังสือพิมพ์ 500 บาท

2. ค่าปิดประกาศแจ้ง ณ ภูมิลำเนาผู้ตายหรือที่ว่าการอำเภอ ตามอัตรานำหมายของศาล

 

ระยะเวลาดำเนินการ : ศาลจะนัดไต่สวนคำร้องประมาณ 2 เดือนนับแต่วันยื่นคำร้อง และรอให้คดีถึงที่สุดเมื่อพ้นกำหนดอีก 1 เดือน (กรณีไม่มีการยื่นอุทธรณ์ฎีกา) รวม 3 เดือน (โดยประมาณ)

 

เขตอำนาจศาล

1. ศาลจังหวัดตามภูมิลำเนาของเจ้ามรดก ในขณะถึงแก่ความตาย

2. ถ้าเจ้ามรดกเป็นชาวต่างชาติ ไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศ ให้ไปศาลที่ทรัพย์มรดกตั้งอยู่หรือภูมิลำเนา

 

ความสิ้นสุดของการเป็นผู้จัดการมรดก

1. ตาย

2. ลาออก ซึ่งต้องได้รับอนุญาตจากศาล แต่หากมีความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างทำหน้าที่ ก็ต้องรับผิดชอบ

3. ศาลมีคำสั่งถอน

4. ตกเป็นบุคคลผู้มีคุณสมบัติต้องห้าม เช่น บุคคลไร้ความสามารถ หรือล้มละลาย เป็นต้น

5. การจัดการมรดกสิ้นสุดลง และเป็นการเริ่มนับอายุความจัดการมรดก 5 ปี กรณีทายาทได้รับความเสียหาย

 

เหตุในการยื่นคำร้องขอถอดผู้จัดการมรดก และขอตั้งผู้จัดการมรดกแทน

: ละเลยไม่กระทำการตามหน้าที่ เช่น มิได้ทำบัญชีทรัพย์ให้แล้วเสร็จในเวลาที่กำหนด หรือไม่ยอมแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทในเวลาที่สมควร

: เพราะเหตุอย่างอื่น เช่น ปกปิดทายาทต่อศาล หรือไม่ติดตามหาทายาทของเจ้ามรดก หรือผู้จัดการมรดกคิดค่าจ้างในการจัดการมรดกเป็นจำนวนมากอันส่อไปในทางทุจริต หรือประมาทเลินเล่อ เป็นต้น

 

ข้อแตกต่าง ผู้จัดการมรดกหลายคน

โดยพินัยกรรม : ต้องจัดการร่วมกัน ถ้าเหลือแค่บางคน คนที่เหลือสามารถจัดการต่อไปได้ (มาตรา 1715 ว.2 ) เว้นแต่คำสั่งในพินัยกรรมจะปรากฏเป็นอย่างอื่น

โดยคำสั่งศาล : ต้องจัดการร่วมกัน และต้องถือเอาเสียงข้างมาก (มาตรา 1726) ถ้าเหลือแค่บางคน คนที่เหลือจัดการต่อไปโดยลำพังไม่ได้ ต้องร้องต่อศาล เพื่อให้ศาลมีคำสั่ง

 

การจัดการ ของผู้จัดการมรดกหลายคน

: ต้องถือเอาเสียงข้างมาก ถ้าเสียงเท่ากัน ต้องให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด (ม.1726)

: หากตั้งโดยคำสั่งศาล ถ้าผู้จัดการคนใดคนหนึ่งตาย ที่เหลือไม่สามารถจัดการได้ แต่ถ้าตั้งผู้จัดการโดยพินัยกรรม ที่เหลือจัดการต่อได้ ฎ.10569/2556

 

อายุความแพ่ง คดีจัดการมรดก : ห้ามมิให้ทายาทฟ้องเกิน 5 ปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุด ตาม มาตรา 1733 วรรค 2

อายุความอาญา คดีโกงมรดก : 10 ปีนับแต่วันกระทำความผิด ตาม ป.อ.มาตรา 354 อ้างอิง ฎ.3635/2562

 

ตัวอย่าง คำพิพากษาศาลฏีกา ที่น่าสนใจ

ประเด็น : ทายาทที่จะขอตั้งเป็นผู้จัดการมรดก ต้องมีสิทธิได้รับมรดก เท่านั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 863/2525

   ทายาทที่จะร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดก หมายถึง ทายาทผู้มีสิทธิรับทรัพย์มรดกเท่านั้น ไม่หมายความถึงผู้ที่อยู่ในลำดับทายาททุกลำดับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629

 

ประเด็น : แม้ไม่ได้เป็นทายาทผู้ตาย แต่พินัยกรรมกำหนดให้เป็นผู้จัดการมรดก ย่อมมีสิทธิขอตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกต่อศาลได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6301/2556

   แม้ผู้ร้องจะมิได้เป็นทายาทของผู้ตาย แต่การที่ผู้ตายทำพินัยกรรมตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกย่อมทำให้ผู้ร้องมีหน้าที่ที่จะต้องทำการอันจำเป็นเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก และอาจต้องรับผิดต่อทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 และ 1720 จึงถือว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิร้องขอให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713

 

ประเด็น : แม้ไม่เป็นบุคคลต้องห้าม แต่มีพฤติกรรมที่เป็นอุปสรรค ถือว่าไม่เหมาะสมจะเป็นผู้จัดการมรดก

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6166/2552

   บุคคลที่ศาลจะตั้งเป็นผู้จัดการมรดก นอกจากจะต้องมีคุณสมบัติไม่ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1718 แล้ว ยังต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมอื่นๆ ประกอบด้วยที่ผู้ร้องเบิกความว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้ตายจำนวน 8,000,000 บาท โดยเป็นหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืม ตามหนังสือรับรองว่าเป็นหนี้และสัญญากู้เงิน ซึ่งการที่ผู้จัดการมรดกเป็นเจ้าหนี้กองมรดกอยู่เป็นจำนวนมากจึงอยู่สองสถานะ คือเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ การจัดการมรดกอาจมีผลกระทบต่อประโยชน์ส่วนได้เสียของทายาทอื่นโดยตรงทั้งก่อนผู้ตายจะถึงแก่กรรมประมาณ 10 วัน ผู้ตายได้ไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานว่าโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ร.8 ถึง ร.12 หายไป แต่กลับปรากฏว่าโฉนดที่ดินทั้ง 5 ฉบับ อยู่ที่ผู้ร้อง โดยผู้ร้องเบิกความอ้างว่าผู้ตายมอบให้ผู้ร้องเพื่อเป็นหลักประกันในการชำระหนี้เงินกู้ ซึ่งถ้าผู้ตายมอบให้จริงก็ไม่น่าหลงลืมจนไปแจ้งความ นอกจากนี้ผู้ร้องยังเป็นผู้มีอารมณ์รุนแรง มีสาเหตุกับบุตรและหลานของตนเองจนกระทั่งผู้คัดค้านที่ 1 และ ส. ซึ่งเป็นหลานไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน จากพฤติการณ์ดังกล่าวทำให้เชื่อว่าถ้าผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกจะมีอุปสรรคและมีข้อโต้แย้งกับเครือญาติ ผู้ร้องจึงไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

 

ประเด็น : สามีภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์มรดก สามารถร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1086/2520

   ผู้ร้องเป็นภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดก ไม่ใช่ทายาทโดยธรรม แต่มีส่วนได้ในทรัพย์สินร่วมกัน ศาลตั้งผู้ร้องกับผู้คัดค้านซึ่งเป็นบิดาเจ้ามรดกเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน

 

ประเด็น : บุคคลล้มละลายยื่นคำร้องขอตั้งผู้อื่นได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6323/2547

   การยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกเป็นเรื่องที่ผู้ร้องในฐานะผู้มีส่วนได้เสียมีอำนาจกระทำ เพื่อประโยชน์แก่กองมรดก มิใช่เรื่องการจัดการทรัพย์สิน การฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใดอันเกี่ยวกับทรัพย์ของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย จึงไม่เป็นการกระทำของคนล้มละลายที่ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22, 24 และ 25 ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้

 

ประเด็น : เจ้าหนี้ขอตั้งผู้จัดการมรดกได้ ต่อเมื่อเจ้ามรดกไม่มีทายาทโดยธรรม เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิคัดค้านการขอตั้งผู้จัดการมรดกได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5008/2545

   เจ้าหนี้กองมรดกที่จะเป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 นั้น ต้องเป็นกรณีที่กองมรดกไม่มีทายาทและผู้จัดการมรดก เพราะหากไม่มีทายาทหรือผู้จัดการมรดกอยู่ตราบใดเจ้าหนี้ก็ไม่มีทางได้รับชำระหนี้เลย แต่เมื่อกองมรดกมีทายาทร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกแล้ว ก็มีตัวทายาทที่จะต้องรับผิดชำระหนี้จากกองมรดกให้แก่เจ้าหนี้ได้ ฉะนั้น เมื่อผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้ว จึงมีผู้รับผิดชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ก่อนการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท ไม่กระทบถึงส่วนได้เสียของผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหนี้กองมรดกแต่อย่างใด ผู้คัดค้านจึงมิใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ไม่มีสิทธิคัดค้านและขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้

 

ประเด็น : ผู้จัดการมรดกละเลยไม่แบ่งทรัพย์มรดก ทายาทมีสิทธิร้องขอถอน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 201/2537

   หน้าที่สำคัญของผู้จัดการมรดกคือ รวบรวมทรัพย์มรดกของผู้ตายมาแบ่งปันให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิ หากผู้ร้องเห็นว่า ตนมีสิทธิในทรัพย์มรดกดังกล่าวเพียงผู้เดียวก็ชอบที่จะเรียกร้องเอาทรัพย์ดังกล่าวจากฝ่ายที่โต้แย้งโดยตรงอย่างคดีมีข้อพิพาท เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ร้องไม่ยินยอมแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทอื่นๆ เป็นเวลาประมาณ 2 ปี นับแต่ศาลมีคำสั่งให้ตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน จึงถือได้ว่าผู้ร้องละเลยมิได้ปฏิบัติการตามหน้าที่ผู้จัดการมรดก หากให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกต่อไปย่อมจะล่าช้า ก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดกและทายาทได้ จึงมีเหตุสมควรให้ศาลถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 วรรคแรก

 

ประเด็น : ชาวต่างชาติสามารถยื่นคำร้องขอตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกได้ แต่ในทางปฏิบัติอาจเกิดข้อยุ่งยากในการดำเนินการเกี่ยวกับที่ดิน 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 626/2541

   แม้ผู้ร้องจะเป็นบุคคลต่างด้าว แต่ผู้ร้องก็ไม่เป็นบุคคลต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 ที่จะจัดการมรดกของผู้ตาย การเป็นบุคคลต่างด้าวหาเป็นอุปสรรคในการจัดการมรดกของผู้ตายแต่อย่างใดไม่ เมื่อผู้ร้องเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย จึงมีความเหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายได้

 

ประเด็น : นิติบุคคล เช่น มูลนิธิ สามารถร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3166/2529

   การที่สภากาชาดไทยมอบอำนาจให้เลขาธิการยื่นคำร้องคดีนี้โดยอาศัยใบมอบอำนาจทั่วไป ไม่ได้มอบอำนาจให้ฟ้องคดีได้ด้วย เป็นเพียงเรื่องการมอบอำนาจบกพร่องเท่านั้น ไม่เป็นผลถึงกับทำให้คำร้องของผู้ร้องเสียไป ก่อนสืบพยานผู้ร้องก็ได้ส่งใบมอบอำนาจให้เลขาธิการฟ้องคดีได้ ซึ่งถือว่าเป็นการให้สัตยาบันการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีที่ได้กระทำไปแล้ว การมอบอำนาจให้เลขาธิการยื่นคำร้อง คดีนี้ จึงสมบูรณ์ ผู้ร้องมีอำนาจร้องคดีนี้ได้

   เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการจัดการมรดกยังไม่สิ้นสุดลง แม้การจัดการมรดกจะล่วงเลยมาเกินกว่า 5 ปีแล้ว คดีของผู้ร้องก็ยังไม่ขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733

   สิทธิและหน้าที่ของผู้จัดการมรดก โดยสภาพไม่ใช่จะพึงมีพึงเป็นได้เฉพาะบุคคลธรรมดา เมื่อการจัดการมรดกไม่ขัดกับวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้งของผู้ร้องซึ่งเป็นนิติบุคคล ผู้ร้องก็ไม่อยู่ในฐานะต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718

 

ประเด็น : เพียงแค่ทายาทตกลงกันให้เป็นผู้จัดการมรดกตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ทางแก้คือให้ทายาทเป็นผู้ร้องขอตั้งบุคคลนั้นเป็นผู้จัดการมรดกได้ (มอบอำนาจ)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 387/2518

   ผู้ร้องมิได้เป็นผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตาย และมิได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกเพียงแต่ทายาททั้งหลายพร้อมใจกันทำสัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายดังนี้ ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องมีส่วนได้เสียอันจะพึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1713และจะถือว่าทายาทโดยธรรมทั้งหมดเป็นผู้ยื่นคำร้องขอต่อศาลเอง ให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายก็ไม่ได้ เพราะตามเนื้อความแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวมิได้มอบอำนาจให้ผู้ร้องร้องขอแทนทายาท เมื่อผู้ร้องไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะร้องขอเช่นนี้ จึงใช้สิทธิทางศาลตามมาตรา 55 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหาได้ไม่

 

ประเด็น : เบี้ยประกันชีวิต ผู้รับผลประโยชน์ต้องมีการแสดงเจตนารับเอาประโยชน์ก่อน มิฉะนั้น ยังไม่มีสิทธิได้รับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6893/2559

   โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของ ท. การที่ ส. ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยโดยระบุให้ ท. เป็นผู้รับประโยชน์เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ส. และ ท. ต่างถึงแก่ความตายซึ่งไม่ว่า ท. จะถึงแก่ความตายก่อนหรือหลัง ส. ท. ก็ถึงแก่ความตายเช่นเดียวกัน เมื่อ ท. ผู้รับประโยชน์ถึงแก่ความตายจึงไม่อาจเข้ารับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตของ ส. ได้ ดังนั้นจึงไม่อาจถือว่า ท. จะได้รับประโยชน์จากการจ่ายเงินตามเงื่อนไขของกรมธรรม์และไม่ถือว่าเงินตามกรมธรรม์ที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่ ท. ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์นั้นตกเป็นของกองมรดก ท. กรณีต้องถือว่า ท. ผู้รับประโยชน์ไม่อาจเข้าถือเอาประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตของ ส. ดังนั้นประโยชน์ที่จะได้รับจากสัญญาประกันชีวิตจึงต้องตกแก่ทายาทโดยธรรมของ ส. ผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นทรัพย์มรดกซึ่งผู้จัดการมรดกของ ส. หรือทายาทโดยธรรมจึงจะมีสิทธิเรียกร้องเอาเงินตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันชีวิตของ ส. เมื่อโจทก์เป็นเพียงผู้จัดการมรดกของ ท. จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยชำระเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิตของ ส. ได้

 

ประเด็น : ภาระการพิสูจน์ คัดค้านความสมบูรณ์ของพินัยกรรม เป็นของฝ่ายที่กล่าวอ้าง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1518/2561

   ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ผู้คัดค้านยอมรับว่าผู้ตายทำพินัยกรรมดังกล่าว แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมโดยถูกหลอก และมีการสมคบกัน ขณะทำพินัยกรรมผู้ตายมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ผู้ตายไม่ได้แจ้งข้อความที่ตนประสงค์ต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตพญาไท พยานในพินัยกรรมมีความสนิทสนมใกล้ชิดกับ ก. ผู้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม และพินัยกรรมมีพิรุธ ผู้คัดค้านจึงมีภาระการพิสูจน์ให้เห็นตามข้อกล่าวอ้างของตนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 ผู้ร้องหามีหน้าที่ต้องนำเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับการจัดทำพินัยกรรมและแพทย์ผู้ออกใบรับรองแพทย์มาเป็นพยาน เมื่อได้ความว่าผู้ตายแจ้งข้อความที่ตนประสงค์ให้เจ้าหน้าที่จดต่อหน้าพยานสองคน เชื่อว่าเจ้าหน้าที่เห็นแล้วว่าผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์จึงทำพินัยกรรมให้ ฟังได้ว่าขณะทำพินัยกรรมผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ประกอบกับผู้คัดค้านไม่นำพยานหลักฐานมาสืบให้ศาลเห็นตามข้ออ้าง พยานหลักฐานผู้คัดค้านไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานผู้ร้อง เมื่อพินัยกรรมมีรายการถูกต้องครบถ้วนตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1658 จึงสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมาย ตามพินัยกรรมข้อ 1 ระบุว่า ผู้ตายยกทรัพย์สินให้แก่ ก. และข้อ 3 ระบุว่า ได้ตัดทายาทโดยธรรมคนอื่น ๆ มิให้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านย่อมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคท้าย จึงไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องคัดค้านและขอตั้งผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1713

 

กฎหมายประมวลแพ่งและพาณิชย์ ที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 1711 ผู้จัดการมรดกนั้นรวมตลอดทั้งบุคคลที่ตั้งขึ้นโดยพินัยกรรม หรือโดยคำสั่งศาล

มาตรา 1712 ผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรมอาจตั้งขึ้นได้

   (1) โดยผู้ทำพินัยกรรมเอง

   (2) โดยบุคคลซึ่งระบุไว้ในพินัยกรรม ให้เป็นผู้ตั้ง

มาตรา 1713 ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการจะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกก็ได้ ในกรณีดังต่อไปนี้

   (1) เมื่อเจ้ามรดกตาย ทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมได้สูญหายไป หรืออยู่นอกราชอาณาเขต หรือเป็นผู้เยาว์

   (2) เมื่อผู้จัดการมรดกหรือทายาทไม่สามารถ หรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ หรือมีเหตุขัดข้องในการจัดการ หรือในการแบ่งปันมรดก

   (3) เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้ไม่มีผลบังคับได้ด้วยประการใด ๆ

   การตั้งผู้จัดการมรดกนั้น ถ้ามีข้อกำหนดพินัยกรรมก็ให้ศาลตั้งตามข้อกำหนดพินัยกรรม และถ้าไม่มีข้อกำหนดพินัยกรรม ก็ให้ศาลตั้งเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามพฤติการณ์และโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดก แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร

มาตรา 1715 ผู้ทำพินัยกรรมจะตั้งบุคคลคนเดียวหรือหลายคนให้เป็นผู้จัดการมรดกก็ได้

   เว้นแต่จะมีข้อกำหนดไว้ในพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น ถ้ามีผู้จัดการมรดกหลายคน แต่ผู้จัดการเหล่านั้นบางคนไม่สามารถ หรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ และยังมีผู้จัดการมรดกเหลืออยู่แต่คนเดียว ผู้นั้นมีสิทธิที่จะจัดการมรดกได้โดยลำพัง แต่ถ้ามีผู้จัดการมรดกเหลืออยู่หลายคน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้จัดการเหล่านั้นแต่ละคนจะจัดการโดยลำพังไม่ได้

มาตรา 1716 หน้าที่ผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้ง ให้เริ่มนับแต่วันที่ได้ฟังหรือถือว่าได้ฟังคำสั่งศาลแล้ว

มาตรา 1718 บุคคลต่อไปนี้จะเป็นผู้จัดการมรดกไม่ได้

   (1) ผู้ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ

   (2) บุคคลวิกลจริต หรือ บุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ

   (3) บุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนล้มละลาย

 

กฎหมายประมวลอาญา ที่เกี่ยวข้อง (กรณีผู้จัดการมรดก ยักยอกทรัพย์มรดก)

มาตรา 354 ถ้าการกระทำความผิดตาม มาตรา 352 หรือ มาตรา 353 ได้กระทำในฐานที่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น ตามคำสั่งของศาล หรือตามพินัยกรรม หรือในฐานเป็นผู้มีอาชีพ หรือธุรกิจ อันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 356 ความผิดในหมวดนี้เป็นความผิดอันยอมความได้

 

ข้อแนะนำเพิ่มเติมจากทนายความ

1. เงื่อนไข ในคำร้องขอตั้งเป็นผู้จัดการมรดก ต้องแถลงว่ามีทรัพย์มรดกอะไรบ้าง และมีเหตุขัดข้องในการจัดการ

2. ผู้เหมาะสมเป็นผู้จัดการมรดกนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นทายาทของเจ้ามรดก จะเป็นใครก็ได้

   แต่ผู้มีสิทธิร้องขอต่อศาลต้องเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสีย ทายาทอาจขอให้ศาลตั้งบุคคลอื่นก็ได้ ถ้าหากมีการคัดค้านคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก โดยส่วนมากแล้วศาลจะมีคำสั่งให้ตั้งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน

3. ผู้จัดการมรดกจะมีคนเดียวหรือหลายคนก็ได้

4. ผู้จัดการมรดก ที่ระบุไว้ตามพินัยกรรม ไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากทายาทอีก

 

ค่าบริการว่าความ คดีขอตั้งผู้จัดการมรดก

รูปแบบคดี

ราคา

ตั้งผู้จัดการมรดก มี / ไม่มี พินัยกรรม ทายาทให้ความยินยอม 

15,000

ขอตั้งผู้จัดการมรดก ทายาทคัดค้าน

30,000

คัดค้านขอตั้งผู้จัดการมรดก   

30,000

ถอดถอนผู้จัดการมรดก ตั้งตนเป็นแทน ผู้จัดการมรดกขอลาออกเอง  

30,000

ผู้ตาย เจ้ามรดก ชาวต่างชาติ

25,000

 

รับว่าความทั่วประเทศ

กรุงเทพ ฯ ปริมณฑล เชียงใหม่ ฟรีค่าเดินทางทนาย

ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายฟรี

เปิดบริการทุกวัน 7.00 - 18.00 น.

ช่องทางการติดต่อ กดที่ไอคอน

   

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า Trustmarkthai
 
 
ตัวอย่างคำสั่งศาล
 
#1 โดย: ทนายธนู [IP: 184.22.251.xxx]
เมื่อ: 2019-06-12 07:43:26
สงสัยประเด็นใด สามารถสอบถามได้ หรือต้องการแชร์เพื่อเป็นความรู้ ขอเชิญกันได้เลยครับ

ชื่อผู้ตอบ:

Visitors: 90,751