ความปลอดภัยในการทำงาน

ความปลอดภัยในการทำงาน / อุบัติเหตุในที่ทำงาน / กองทุนเงินทดแทน

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

พ.ร.บ. ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554

พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537

กฎกระทรวง พ.ศ.2565 กำหนดมาตรฐานการจัดการด้านความปลอดภัยและการจัดหาเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.) ประจำสถานประกอบกิจการ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

 

บุคคลที่เกี่ยวข้อง

เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.)

พนักงานตรวจความปลอดภัย

พนักงานตรวจแรงงาน

 

ลิงค์ รวมกฎกระทรวง ด้านความปลอดภัย 

 

อำนาจของพนักงานตรวจความปลอดภัย / พนักงานตรวจแรงงาน เมื่อพบว่านายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือพบว่าสภาพแวดล้อม อาคาร สถานที่ หรือเครื่องจักรที่ใช้ มีลักษณะที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ลูกจ้าง ตามมาตรา 37 - 40

1. สั่งให้ปรับปรุง : ออกคำสั่งเป็นหนังสือให้นายจ้างปรับปรุงแก้ไขสภาพแวดล้อมในการทำงาน อาคาร สถานที่ หรือเครื่องจักรให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยภายในระยะเวลาที่กำหนด

2. สั่งให้หยุดการใช้งาน : หากพบว่ามีอันตรายร้ายแรงที่อาจเกิดความเสียหายทันที มีอำนาจสั่งให้นายจ้างหยุดการใช้เครื่องจักร อุปกรณ์ หรือหยุดการทำงานในบริเวณนั้นเป็นการชั่วคราวได้

หากนายจ้างไม่เห็นด้วยกับคำสั่ง : มีสิทธิ์อุทธรณ์คำสั่งได้ภายใน 30 วันแต่ทราบคำสั่ง โดยต้องทำเป็นหนังสือยื่นต่ออธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือคณะกรรมการที่กฎหมายกำหนดแล้วแต่กรณี

โดยในระหว่างการอุทธรณ์ นายจ้างยังคงต้องปฏิบัติตามคำสั่งนั้นสั่งไปพลางก่อน (โดยเฉพาะคำสั่งให้หยุดใช้งานเครื่องจักรที่อันตราย) เว้นแต่อธิบดีหรือผู้มีอำนาจจะมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ชั่วคราว

 

ลิงค์ เงินกองทุนทดแทน

 

 

กองทุนเงินทดแทน (Workmen’s Compensation)

คือ กองทุนที่คุ้มครองลูกจ้าง โดยจ่ายเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้างแทนนายจ้าง ซึ่งกองทุนจะได้รับเงินสมทบจากนายจ้างและรัฐบาล

 

ลูกจ้างมีสิทธิได้รับการคุ้มครองทันที นับตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน เมื่อเกิดเหตุดังนี้

1. ได้รับอันตรายจากการทำงาน ต่อร่างกายหรือผลกระทบต่อจิตใจ

2. เจ็บป่วยด้วยโรคจากการทำงาน

3. สูญเสียสมรรถภาพหรืออวัยวะ ทุพพลภาพ

4. สูญหาย ในระหว่างทำงาน และมีเหตุให้เชื่อว่าลูกจ้างถึงแก่ความตาย เพราะประสบอุบัติเหตุ ระหว่างเดินทางไปทำงาน ด้วยยานพาหนะทางบก อากาศ และทางน้ำ

5. เสียชีวิต เนื่องจากการทำงานให้นายจ้าง รวมไปถึงการป้องกันรักษาประโยชน์ให้กับนายจ้าง หรือทำตามคำสั่งของนายจ้าง

 

4 ประเภทความคุ้มครองได้แก่

1. ค่ารักษาพยาบาลที่จำเป็น ประกอบด้วย 

  • ค่าตรวจวินิจฉัย 
  • ค่ายาและเวชภัณฑ์ 
  • ค่าห้องและค่าอาหารผู้ป่วย 
  • ค่าผ่าตัด 
  • ค่ารักษาฉุกเฉิน 
  • ค่ากายภาพบำบัดในส่วนที่เป็นการรักษา 
  • ค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษา 
  • ค่ารักษาต่อเนื่องตามความจำเป็น 

โดยวงเงินจะเพิ่มขึ้นตามความรุนแรงของการบาดเจ็บ ตั้งแต่ทั่วไปจนถึงขั้นรุนแรงหรือซับซ้อน ซึ่งจะต้องเป็นไปตามความเห็นของแพทย์ที่รักษาและหลักเกณฑ์ของกองทุนฯ

เกณฑ์ค่ารักษาพยาบาล

  1.1. ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย 1 ครั้ง จ่าย 50,000 บาท

  1.2. บาดเจ็บรุนแรงหรือเรื้อรัง จ่ายไม่เกิน 150,000 บาท

  1.3. หากไม่เพียงพอ จ่ายเพิ่มได้อีก 300,000 บาท

  1.4. หากไม่เพียงพอ จ่ายเพิ่มได้อีก 500,000 บาท

  1.5. หากไม่เพียงพอ จ่ายรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 1,000,000 บาท

เว้นแต่ - ลูกจ้างเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลของรัฐตั้งแต่เริ่มแรกจนสิ้นสุดการรักษา หรือกรณีมีความจำเป็นหรือมีเหตุสมควรที่ไม่สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐตั้งแต่เริ่มแรก แต่ภายหลังได้เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐ สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มขึ้นจนสิ้นสุดการรักษาพยาบาล

 

2. ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน (ภายหลังจากการรักษาของแพทย์สิ้นสุด)

ลูกจ้างที่จำเป็นต้องฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย เพื่อกลับไปทำงานหรือประกอบอาชีพ ตามปกติ ซึ่งจะประกอบไปด้วย

  • ค่าฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ
  • ค่ากายภาพบำบัดหรือกิจกรรมบำบัด
  • ค่าอุปกรณ์เพื่อการฟื้นฟู 
  • ค่าผ่าตัดเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูสมรรถภาพ
  • ค่าใช้จ่ายในการฝึกอาชีพ
  • ค่าใช้จ่ายเพื่อให้สามารถกลับเข้าสู่การทำงานได้

ตามเกณฑ์ค่าใช้จ่ายแต่ละประเภทและเงื่อนไขตามประกาศที่เกี่ยวข้อง

เกณฑ์ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน

  2.1. ค่าใช้จ่ายในกระบวนการเวชศาสตร์ฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานด้านการแพทย์ โดยเป็นค่าใช้จ่ายทางกายภาพบำบัดไม่เกินวันละ 200 บาท และค่าใช้จ่ายทางกิจกรรมบำบัดไม่เกินวันละ 100 บาท โดยเมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 24,000 บาท

  2.2. ค่าใช้จ่ายในกระบวนการบำบัดรักษาและการผ่าตัด เพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานไม่เกิน 40,000 บาท หากมีความจำเป็นให้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกไม่เกิน 140,000 บาท แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 180,000 บาท โดยให้คณะกรรมการการแพทย์เป็นผู้มีอำนาจพิจารณา

  2.3. ค่าวัสดุและอุปกรณ์ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู หน่วยละไม่เกินอัตราตามที่กระทรวงการคลังกำหนด โดยเมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 160,000 บาท

  2.4. ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานด้านอาชีพ ให้จ่ายได้เฉพาะที่เป็นการฝึกตามหลักสูตรที่หน่วยงานของสำนักงานประกันสังคมเป็นผู้ดำเนินการไม่เกิน 24,000 บาท

 

3. ค่าทำศพ 

ลูกจ้างเสียชีวิตจากการทำงาน หรือสูญหายระหว่างทำงาน อัตราที่กำหนดในกฏกระทรวง จำนวน 50,000 บาท 

ซึ่งเป็นคนละส่วนกับ “ค่าทดแทนกรณีเสียชีวิต” ที่จ่ายแก่ผู้มีสิทธิหรือผู้อยู่ในอุปการะของลูกจ้าง 

 

4. ค่าทดแทนการขาดรายได้หรือสูญเสียสมรรถภาพ

เกณฑ์ค่าทดแทนรายเดือน

ค่าทดแทน 70% ของค่าจ้างรายเดือน *ไม่เกิน 14,000 บาทต่อเดือน (ค่าจ้างสูงสุด 20,000 บาท) โดยมีเงื่อนไข คือ

1. แพทย์ให้หยุดพักรักษาตัว ตั้งแต่วันแรก รวมไม่เกิน 1 ปี

2. สูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกายไม่เกิน 10 ปี

3. ทุพพลภาพตลอดชีวิต

4. ถึงแก่ความตายหรือสูญหาย 10 ปี และค่าทำศพ

 

วิธียื่นคำร้อง

1. พนักงานยื่นผ่านนายจ้าง : พนักงานต้องแจ้งอุบัติเหตุหรือโรคจากการทำงาน ให้นายจ้างทราบ ภายใน 3 วันนับแต่เกิดเหตุ นายจ้างจะต้องเป็นผู้ดำเนินการ ยื่นเรื่องให้พนักงานภายใน 15 วันนับแต่รับแจ้ง

2. พนักงานยื่นคำร้องด้วยตัวเอง : โดยจะต้องแจ้ง Hr บริษัทว่าจะเป็นผู้ดำเนินการเอง - ยื่นเรื่องขอสิทธิรับเงินกองทุนด้วยตัวเอง โดยจะต้องยื่นได้ที่สำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ และเตรียมเอกสารดังนี้

  2.1. แบบคำขอรับเงินทดแทน (กท.16)

  2.2. ใบรับรองแพทย์

  2.3. รายงานอุบัติเหตุจากที่ทำงาน

  2.4. สำเนาบัตรประชาชน

  2.5. หนังสือรับรองบริษัทนายจ้าง

  2.6. เอกสารแสดงรายได้ เช่น สลิปเงินเดือน 

 

ค่าเสียหายที่กองทุนเงินทดแทนไม่ครอบคลุม เช่น

1. ค่าเสียหายทางจิตใจหรือความเจ็บปวดทรมาน

2. ค่าเสียโฉม / ค่าสูญเสียสุขภาพ

3. ค่าเสียโอกาสหรือรายได้ส่วนที่เกินจากสิทธิกองทุนฯ

4. ค่าเสียความสามารถประกอบการงานในอนาคต

5. รายได้ในอนาคตที่สูญเสีย

6. ค่าอุปกรณ์หรือผู้ดูแลในอนาคต นอกหลักเกณฑ์กองทุน

7. ค่าจ้างผู้ดูแลและค่าปรับปรุงที่พัก

8. ค่าเสียหายต่อทรัพย์สินส่วนตัว

9. ค่าชดเชยกรณีเลิกจ้าง

10. ค่ารักษาที่ไม่มีความจำเป็นหรือไม่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุจากงาน

11. โรคหรืออุบัติเหตุส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับการทำงาน

12. ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลส่วนเกินที่จำเป็นและกองทุนไม่ครอบคลุม

13. ค่าเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงินเนื่องจากเสียสุขภาพหรือพิการ

14 ค่าเดินทางและค่ารักษาต่อเนื่อง

15. ค่าอวัยวะเทียม รถเข็น หรืออุปกรณ์ช่วยเหลือ

16. กรณีเสียชีวิต ได้แก่ ค่าปลงศพ ค่าขาดไร้อุปการะ และค่าเสียหายอื่นของทายาท

 

รูปแบบการฟ้องร้อง

1. ฟ้องเพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคม หรือคณะกรรมการอุทธรณ์ 

2. ฟ้องนายจ้างให้รับผิดชอบเพิ่มเติมจากกองทุนเงินทดแทน

 

อำนาจศาล : ศาลแรงงาน ที่ตั้งของสถานที่ปฏิบัติงาน

 

***รวมคำถาม-ตอบ ฟ้องนายจ้างจากอุบัติเหตุการทำงาน By ThanuLaw

ถาม : หลักฐานที่สำคัญเบื้องต้น มาจากไหน

ตอบ - รายงานการสอบสวนของ จป. / คลิปวิดีโอ

 

ถาม : นายจ้างไม่ได้ทำตามกฎหมายความปลอดภัย มีโอกาสแพ้คดีสูงไหม

ตอบ - สูงมาก จากการไม่ทำแผนความปลอดภัย คู่มือการปฏิบัติงาน การอบรมก่อนเริ่มงาน หรือ การบำรุงรักษาเชิง PM (Preventive Maintenance)

 

ถาม : เมื่อมีการฟ้องคดี แล้วแพ้ นายจ้างยังจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าทดแทนการขาดรายได้ การสูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพ ไหม

ตอบ - จ่ายในกรณีที่นอกเหนือจากกองทุนเงินทดแทน ลูกจ้างมีสิทธิเรียกค่าเสียหายส่วนที่เกินกว่าสิทธิจากกองทุนได้ หากพิสูจน์ได้ว่านายจ้างหรือบุคคลอื่นกระทำละเมิด แต่ต้องพิจารณาการหักหรือไม่ให้ได้รับชดใช้ซ้ำซ้อนเป็นรายกรณี

ขอรับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนโดยไม่ต้องพิสูจน์ว่านายจ้างประมาท

 

ถาม : เมื่อเกิดอุบัตเหตุ นายจ้างมีขั้นตอนอย่างไร

ตอบ - โดย จป. ทำรายงานสอบสวนอุบัติเหตุ( Incident investigation report) บันทึกข้อเท็จจริง วัน เวลา สถานที่ หลักฐาน ภาพถ่าย พยาน และลักษณะงานที่ทำ ส่งเอกสารเกี่ยวกับค่าจ้าง หน้าที่การงาน เวลาทำงาน และรายละเอียดอุบัติเหตุ ไปยังหน่วยงาน และให้ความร่วมมือกับพนักงานเจ้าหน้าที่ในการวินิจฉัยว่าเป็นเหตุเนื่องจากการทำงานหรือไม่

 

ถาม : การฟ้องคดีนายจ้าง เพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติม ในส่วนที่กองทุนฯไม่ได้ชดใช้ มีหลักเกณฑ์อย่างไร

ตอบ - ต้องพิสูจน์ให้ได้ 1. ว่านายจ้างจงใจหรือประมาทเลินเล่อ

2. นายจ้างรู้หรือควรรู้ถึงอันตรายหรือไม่

3. มีเครื่องป้องกัน อุปกรณ์นิรภัย หรือคำเตือนเพียงพอหรือไม่

4. มีการอบรมและควบคุมการทำงานหรือไม่

5. อุบัติเหตุเกิดจากระบบการทำงานที่นายจ้างกำหนดหรือไม่

โดยนายจ้างจะต้องรับผิดในความเสียหายที่เป็นผลโดยตรงจากอุบัติเหต

ถ้าอุบัติเหตุเกิดจากความจงใจหรือประมาทของนายจ้าง เช่น ไม่ติดตั้งเครื่องป้องกัน ไม่จัดอุปกรณ์นิรภัย หรือให้ทำงานในสภาพอันตราย ลูกจ้างอาจรับเงินจากกองทุนก่อนแล้ว ฟ้องนายจ้างเรียกค่าเสียหายส่วนเพิ่มเติมฐานละเมิดได้ แต่ต้องแยกรายการที่ได้รับจากกองทุนแล้วเพื่อป้องกันการเรียกซ้ำซ้อน. 

 

**ข้อแนะนำการบรรยายคำฟ้องและนำสืบ

1. นายจ้างมีหน้าที่จัดให้มีสภาพการทำงานที่ปลอดภัย

2. นายจ้างฝ่าฝืนหน้าที่ เช่น ไม่ติดตั้งเครื่องป้องกัน ไม่อบรม ไม่จัดอุปกรณ์ หรือให้ทำงานเสี่ยงโดยไม่มีผู้ควบคุม

3. การฝ่าฝืนนั้นเป็นเหตุโดยตรงให้อุบัติเหตุเกิดขึ้น

4. ลูกจ้างได้รับความเสียหายชนิดใดและจำนวนเท่าใด

5. ความเสียหายรายการใดได้รับจากกองทุนแล้ว และรายการใดยังไม่ได้รับชดใช้

 

ถาม : ศาลกำหนดค่าเสียหายจากการสูญเสียความสามารถประกอบการงานตาม ป.พ.พ. มาตรา 444 โดยพิจารณาอย่างไร

ตอบ - 1. อายุของผู้เสียหาย

2. อาชีพและรายได้ก่อนเกิดเหตุ

3. ระดับความพิการ

4. ความสามารถในการกลับไปทำงาน

5. ระยะเวลาที่คาดว่าจะประกอบอาชีพได้

6. ค่าใช้จ่ายเพื่อดำรงชีวิตภายหลังพิการ

ไม่จำกัดเพียงค่ารักษาพยาบาลหรือค่าจ้างช่วงที่หยุดงานเท่านั้น

 

ถาม : กรณีได้ความว่าลูกจ้างเป็นฝ่ายผิด นายจ้างมีสิทธิเรียกร้องไหม

ตอบ - มี เช่น ค่าเสียหายจากการถูกลดกำลังการผลิต ค่าซ่อมหรือดัดแปลงเครื่องจักร ค่าความเสียหาย ค่ารถยนต์ที่พังไป หรือค่าใช้จ่ายในการอบรม

 

ถาม : คดีเรียกร้องค่าเสียหายจากนายจ้าง มีอายุความกี่ปี

ตอบ - 1 ปีนับแต่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องรับผิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448

 

ตัวอย่าง คำพิพากษาศาลฎีกา ที่น่าสนใจ

ประเด็น : การประสบอุบัติที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ ย่อมไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทน (คดีนี้ฟ้องสำนักงานประกันสังคม)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1975/2557

   ลูกจ้างที่ประสบอันตรายและจะมีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามมาตรา 5 ต้องเป็นลูกจ้างที่ได้รับอันตรายแก่กายเนื่องจากการทำงาน หรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้าง หรือตามคำสั่งของนายจ้าง การที่โจทก์ขับรถบรรทุกไปส่งวัสดุก่อสร้างที่บ้านของลูกค้านายจ้างแล้วขับรถออกนอกเส้นทางเพื่อไปยืมเงินเพื่อนบิดาของโจทก์ ทำให้รถของนายจ้างติดหล่ม โจทก์จึงขับรถจักรยานยนต์ไปตามเพื่อนมาช่วยยกรถที่ติดหล่ม และประสบอุบัติเหตุชนกับรถจักรยานยนต์อื่นที่วิ่งตัดหน้าในระหว่างที่ขับรถจักรยานยนต์ไปตามเพื่อนจนทำให้ตาขวาของโจทก์บอดสนิท สมองช้ำ นั้น เป็นกรณีที่โจทก์ขับรถของนายจ้างไปทำธุระส่วนตัวอันเป็นการกระทำนอกทางการที่จ้าง เมื่อโจทก์ขับรถของนายจ้างไปติดหล่มย่อมเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบที่โจทก์จะต้องแก้ไขความผิดพลาดอันเกิดจากการกระทำของตนเองและจำเป็นต้องจัดการเอารถของนายจ้างขึ้นจากหล่มให้ได้เพื่อปกปิดมิให้นายจ้างทราบว่าตนเองขับรถของนายจ้างออกนอกเส้นทางไปทำธุระส่วนตัว โดยนายจ้างไม่ทราบว่าโจทก์แอบขับรถของนายจ้างไปทำธุระส่วนตัวนอกทางการที่จ้าง ดังนี้ การประสบอุบัติเหตุของโจทก์เพราะสาเหตุดังกล่าวจึงไม่เป็นการประสบอันตรายตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทน

 

ประเด็น : ฟ้องเพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1305/2557

   โจทก์ประสงค์ฟ้องคดีเพื่อให้ศาลแรงงานภาค 6 เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลกและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนทดแทนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายและให้พิพากษาว่าการประสบอันตรายของ พ. บุตรโจทก์เกิดจากการทำงานให้แก่นายจ้างอันเป็นการฟ้อง เพื่อทำลายมติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ยืนตามคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลกผู้พิจารณาในชั้นต้น สำนักงานประกันสังคมและคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนต่างเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการออกคำสั่งและคำวินิจฉัย การที่โจทก์ฟ้องสำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลกเป็นการฟ้องผู้ที่มีอำนาจและหน้าที่ออกคำสั่งหรือคำวินิจฉัยปัญหาพิพาทตามกฎหมายเพื่อทำลายคำสั่งและคำวินิจฉัย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องสำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลกเป็นจำเลยได้

   โจทก์ฟ้องคดีด้วยวาจา ศาลแรงงานภาค 6 บันทึกรายการแห่งข้อหาตามแบบคำฟ้องคดีแรงาน (รง.1) โดยคำขอท้ายคำฟ้องระบุขอให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ว่า พ. ถึงแก่ความตาย ไม่ใช่ผลโดยตรงจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้นายจ้าง ไม่เป็นการประสบอันตรายตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 5 และขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าทดแทนกรณี พ. ถึงแก่ความตายให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนในอัตราร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือน เป็นเวลา 5 ปี เมื่อสิทธิการได้รับค่าทดแทนของโจทก์ตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง (4) และวรรคสี่ ซึ่งบัญญัติให้จ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือน มีกำหนด 8 ปี ศาลฎีกาเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความจึงให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนให้โจทก์โดยการจ่ายเงินให้จำเลยปฏิบัติตาม มาตรา 18 วรรคหนึ่ง (4) และวรรคสี่ (เกินไปจากคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์)

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5185 - 5221/2553

 

   โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 17 และที่ 19 ถึงที่ 38 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 โรงงานของจำเลยที่ 1 เป็นสถานที่ประกอบการที่ให้ลูกจ้างทำงานมีสารเคมีฝุ่นฝ้ายดิบฟุ้งกระจายสู่บรรยากาศของการทำงานเกินกว่าระดับมาตรฐานจึงเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติข้อ 2 แห่งประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2520 จำเลยที่ 1 มิได้ดำเนินการแก้ไขเพื่อลดความเข้มข้นของสารเคมีฝุ่นฝ้ายดิบมิให้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ โจทก์แต่ละคนทำงานในโรงงานของจำเลยที่ 1 มานานและได้รับฝุ่นฝ้ายจนเป็นโรคบิสสิโนซิสเสียหายแก่ร่างกายและอนามัย ถือว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์แต่ละคน ตั้งแต่วันที่ประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับคือวันที่ 8 มกราคม 2521 หรือวันที่โจทก์แต่ละคนเข้าทำงานหลังจากวันที่ 8 มกราคม 2521 ซึ่งถือเป็นวันที่การละเมิดได้เกิดขึ้นและได้กระทำละเมิดตลอดมาจนถึงวันที่โจทก์แต่ละคนออกหมายหรือจนถึงวันฟ้องแล้วแต่กรณี โรงงานของจำเลยที่ 1 จึงเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษอันเป็นเหตุโดยตรงให้โจทก์แต่ละคนเป็นโรคบิสสิโนซิสหรือได้รับอันตรายแก่กายหรือสุขภาพอนามัย เมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 17 และที่ 19 ถึงที่ 38 มิได้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษจึงต้องถือว่าเป็นผู้อื่นตามความหมายของมาตรา 96 ดังกล่าว และการรั่วไหลหรือการแพร่กระจายของมลพิษนั้นก็ไม่จำต้องรั่วไหลหรือแพร่กระจายออกไปนอกโรงงานของจำเลยที่ 1 แม้ฝุ่นฝ้ายซึ่งเป็นวัตถุอันตรายและเป็นมลพิษจะรั่วไหลหรือแพร่กระจายภายในโรงงานของจำเลยที่ 1 ก็ถือว่าเป็นการแพร่กระจายของมลพิษตามความหมายของมาตรา 96 แล้วเช่นกัน จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองโรงงานซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษจึงมีหน้าที่ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 17 และที่ 19 ถึงที่ 38

 

พระราชบัญญัติ เงินทดแทน พ.ศ. 2537

มาตรา 5 ในพระราชบัญญัตินี้

“นายจ้าง” หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้าง ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคล ให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลและผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลให้ทำการแทนด้วย

“ลูกจ้าง” หมายความว่า ผู้ซึ่งทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร แต่ไม่รวมถึงลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย

“ค่าจ้าง” หมายความว่า เงินทุกประเภทที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติไม่ว่าจะคำนวณตามระยะเวลา หรือคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างไม่ได้ทำงานด้วย  ทั้งนี้ ไม่ว่าจะกำหนด คำนวณ หรือจ่ายในลักษณะใดหรือโดยวิธีการใด และไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร

“ประสบอันตราย” หมายความว่า การที่ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กายหรือผลกระทบแก่จิตใจ หรือถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือตามคำสั่งของนายจ้าง

“เจ็บป่วย” หมายความว่า การที่ลูกจ้างเจ็บป่วยหรือถึงแก่ความตายด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงานหรือเนื่องจากการทำงาน

“สูญหาย” หมายความว่า การที่ลูกจ้างหายไปในระหว่างทำงานหรือปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้างซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อว่าลูกจ้างถึงแก่ความตายเพราะประสบเหตุอันตรายที่เกิดขึ้นในระหว่างทำงานหรือปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้างนั้น รวมตลอดถึงการที่ลูกจ้างหายไปในระหว่างเดินทางโดยพาหนะทางบก ทางอากาศ หรือทางน้ำ เพื่อไปทำงานให้นายจ้างซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อว่าพาหนะนั้นได้ประสบเหตุอันตรายและลูกจ้างถึงแก่ความตาย  ทั้งนี้ เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่เกิดเหตุนั้น

“สูญเสียสมรรถภาพ” หมายความว่า การสูญเสียอวัยวะหรือการสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกายหรือจิตใจภายหลังการรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์สิ้นสุดแล้ว

“เงินทดแทน” หมายความว่า เงินที่จ่ายเป็นค่าทดแทน ค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน และค่าทำศพ

“ค่าทดแทน” หมายความว่า เงินที่จ่ายให้ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 สำหรับการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยหรือสูญหายของลูกจ้างตามพระราชบัญญัตินี้

“ค่ารักษาพยาบาล” หมายความว่า ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการตรวจ การรักษา การพยาบาล และค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็น เพื่อให้ผลของการประสบอันตรายหรือการเจ็บป่วยบรรเทาหรือหมดสิ้นไป และหมายความรวมถึงค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอุปกรณ์ เครื่องใช้ หรือวัตถุที่ใช้แทนหรือทำหน้าที่แทนหรือช่วยอวัยวะที่ประสบอันตรายด้วย

“ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน” หมายความว่า ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเกี่ยวกับการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน

“การฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน” หมายความว่า การจัดให้ลูกจ้างซึ่งประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยและสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกายหรือจิตใจหรือการฟื้นฟูอาชีพ เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพที่เหมาะสมตามสภาพของร่างกาย

“ค่าทำศพ” หมายความว่า ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพของลูกจ้างตามประเพณีทางศาสนาของลูกจ้างหรือตามประเพณีแห่งท้องถิ่น ในกรณีที่ลูกจ้างถึงแก่ความตายเนื่องจากประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยหรือสูญหา

“เงินสมทบ” หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนเพื่อใช้เป็นเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้าง

“ภัยพิบัติ” หมายความว่า อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย หรือธรณีพิบัติภัย ตลอดจนภัยอื่น ๆ ไม่ว่าเกิดจากธรรมชาติหรือมีผู้ทำให้เกิดขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตหรือร่างกายของประชาชนหรือความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชนหรือของรัฐ

“กองทุน” หมายความว่า กองทุนเงินทดแทน

“สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานประกันสังคม หรือสำนักงานประกันสังคมจังหวัด แล้วแต่กรณี

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน

“กรรมการ” หมายความว่า กรรมการกองทุนเงินทดแทน

“เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม

“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ 

มาตรา 15 กรณีที่ลูกจ้างจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานภายหลังการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้นายจ้างจ่ายค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานของลูกจ้างเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น  ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง

มาตรา 18 เมื่อลูกจ้างประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือสูญหาย ให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 แล้วแต่กรณี ดังต่อไปนี้

   (1) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ ไม่ว่าลูกจ้างจะสูญเสียอวัยวะตาม (2) ด้วยหรือไม่ก็ตาม โดยจ่ายตั้งแต่วันแรกที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ไปจนตลอดระยะเวลาที่ไม่สามารถทำงานได้ แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี

   (2) ร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างต้องสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกาย โดยจ่ายตามระยะเวลาที่ต้องจ่ายให้ตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด แต่ต้องไม่เกิน 10 ปี

   (3) ร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างทุพพลภาพโดยจ่ายตามประเภทของการทุพพลภาพและตามระยะเวลาที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่า 15 ปี

   (4) ร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหาย มีกำหนดสิบปี

   คำว่า “ทุพพลภาพ” ตามมาตรานี้ หมายความว่า การที่ลูกจ้างสูญเสียอวัยวะหรือสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะหรือของร่างกาย หรือสูญเสียสภาวะปกติของจิตใจ จนทำให้ความสามารถในการทำงานลดลงถึงขนาดไม่อาจประกอบการงานตามปกติได้  ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่เลขาธิการประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการการแพทย์

   หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณค่าจ้างรายเดือนให้เป็นไปตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด

   ค่าทดแทนตามวรรคหนึ่งต้องไม่น้อยกว่าค่าทดแทนรายเดือนต่ำสุด และไม่มากกว่าค่าทดแทนรายเดือนสูงสุดตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด

มาตรา 20 เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตายหรือสูญหาย ให้บุคคลดังต่อไปนี้เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากนายจ้าง 

   (1) บิดามารดา

   (2) สามีหรือภรรยา

   (3) บุตรมีอายุต่ำกว่า 18 ปี ให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนต่อไปจนกว่าจะจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี

   (3/1) บุตรมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปที่อยู่ระหว่างการศึกษาในระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรีให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจนกว่าจะจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี

   (4) บุตรมีอายุตั้งแต่ 18 ปีและทุพพลภาพหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบซึ่งอยู่ในอุปการะของลูกจ้างก่อนลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหาย

   ให้บุตรของลูกจ้างซึ่งเกิดภายใน 310 วันนับแต่วันที่ลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือวันที่เกิดเหตุสูญหายมีสิทธิได้รับเงินทดแทนนับแต่วันคลอด

   ในกรณีที่ไม่มีผู้มีสิทธิตามวรรคหนึ่ง ให้นายจ้างจ่ายเงินทดแทนแก่ผู้ซึ่งอยู่ในอุปการะของลูกจ้างก่อนลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหาย แต่ผู้อยู่ในอุปการะดังกล่าว จะต้องได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะจากลูกจ้างที่ตายหรือสูญหาย

มาตรา 22 นายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินทดแทนในการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยของลูกจ้างเพราะเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

   (1) ลูกจ้างเสพของมึนเมาหรือสิ่งเสพติดอื่นจนไม่สามารถครองสติได้

   (2) ลูกจ้างจงใจให้ตนเองประสบอันตรายหรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนประสบอันตราย

 

พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554

มาตรา 35 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยมีอำนาจ ดังต่อไปนี้ 

   (1) เข้าไปในสถานประกอบกิจการหรือสำนักงานของนายจ้างในเวลาทำการหรือเมื่อเกิดอุบัติภัย

   (2) ตรวจสอบหรือบันทึกภาพและเสียงเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน

   (3) ใช้เครื่องมือในการตรวจวัดหรือตรวจสอบเครื่องจักร หรืออุปกรณ์ในสถานประกอบกิจการ

   (4) เก็บตัวอย่างของวัสดุหรือผลิตภัณฑ์ใด ๆ มาเพื่อการวิเคราะห์เกี่ยวกับความปลอดภัย

   (5) สอบถามข้อเท็จจริง หรือสอบสวนเรื่องใด ๆ ภายในขอบเขตอำนาจและเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง รวมทั้งตรวจสอบหรือให้ส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องและเสนอแนะมาตรการป้องกันอันตรายต่ออธิบดีโดยเร็ว

มาตรา 36 ในกรณีที่พนักงานตรวจความปลอดภัยพบว่า นายจ้าง ลูกจ้าง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎกระทรวงซึ่งออกตามพระราชบัญญัตินี้ หรือพบว่าสภาพแวดล้อมในการทำงาน อาคาร สถานที่ เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ลูกจ้างใช้จะก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่ลูกจ้าง ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยมีอำนาจสั่งให้ผู้นั้นหยุดการกระทำที่ฝ่าฝืน แก้ไข ปรับปรุง หรือปฏิบัติให้ถูกต้องหรือเหมาะสมภายในระยะเวลาสามสิบวัน ถ้ามีเหตุจำเป็นไม่อาจดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ พนักงานตรวจความปลอดภัยอาจขยายระยะเวลาออกไปได้ไม่เกินสองครั้ง ครั้งละสามสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาดังกล่าว

   ในกรณีจำเป็นเมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยมีอำนาจสั่งให้หยุดการใช้เครื่องจักร อุปกรณ์ อาคารสถานที่ หรือผูกมัดประทับตราสิ่งที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรงต่อลูกจ้างดังกล่าวทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว ในระหว่างการปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจความปลอดภัยได้ เมื่อนายจ้างได้ปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องตามคำสั่งของพนักงานตรวจความปลอดภัยตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้นายจ้างแจ้งอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายเพื่อพิจารณาเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้

มาตรา 37 ในกรณีที่นายจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจความปลอดภัยตามมาตรา 36 ถ้ามีเหตุอันอาจก่อให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรงที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานสมควรเข้าไปดำเนินการแทน ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายมีอำนาจสั่งให้พนักงานตรวจความปลอดภัยหรือมอบหมายให้บุคคลใดเข้าจัดการแก้ไขเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งนั้นได้ ในกรณีเช่นนี้นายจ้างต้องเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายสำหรับการเข้าจัดการแก้ไขนั้นตามจำนวนที่จ่ายจริง

   ก่อนที่อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายจะดำเนินการตามวรรคหนึ่ง จะต้องมีคำเตือนเป็นหนังสือให้นายจ้างปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจความปลอดภัยภายในระยะเวลาที่กำหนด คำเตือนดังกล่าวจะกำหนดไปพร้อมกับคำสั่งของพนักงานตรวจความปลอดภัยก็ได้

   ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานขอรับเงินช่วยเหลือจากกองทุนเพื่อเป็นเงินทดรองจ่ายในการดำเนินการได้ และเมื่อได้รับเงินจากนายจ้างแล้วให้ชดใช้เงินช่วยเหลือที่ได้รับมาคืนแก่กองทุน

มาตรา 39 ระหว่างหยุดการทำงานหรือหยุดกระบวนการผลิตตามมาตรา 36 ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับการหยุดการทำงานหรือการหยุดกระบวนการผลิตนั้นเท่ากับค่าจ้างหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดที่ลูกจ้างต้องได้รับ เว้นแต่ลูกจ้างรายนั้นจงใจกระทำการอันเป็นเหตุให้มีการหยุดการทำงานหรือหยุดกระบวนการผลิต

มาตรา 40 ในกรณีที่พนักงานตรวจความปลอดภัยมีคำสั่งตามมาตรา 36 วรรคหนึ่ง หากนายจ้าง ลูกจ้าง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องไม่เห็นด้วย ให้มีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่ออธิบดีได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ทราบคำสั่ง ให้อธิบดีวินิจฉัยอุทธรณ์ภายใน 30 วันนับแต่วันที่รับอุทธรณ์ คำวินิจฉัยของอธิบดีให้เป็นที่สุด

   ในกรณีที่พนักงานตรวจความปลอดภัยมีคำสั่งตามมาตรา 36 วรรคสอง หากนายจ้าง ลูกจ้าง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องไม่เห็นด้วย ให้มีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ทราบคำสั่ง ให้คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ภายใน 30 วันนับแต่วันที่รับอุทธรณ์ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด

   การอุทธรณ์ ย่อมไม่เป็นการทุเลาการปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจความปลอดภัย เว้นแต่อธิบดีหรือคณะกรรมการ แล้วแต่กรณี จะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

มาตรา 41 ในการปฏิบัติตามหน้าที่ พนักงานตรวจความปลอดภัยต้องแสดงบัตรประจำตัวเมื่อผู้ที่เกี่ยวข้องร้องขอ

   บัตรประจำตัวพนักงานตรวจความปลอดภัย ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

 

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 420 ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

มาตรา 438 ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด

   อนึ่ง ค่าสินไหมทดแทนนั้น ได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิด หรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วย

มาตรา 443 ในกรณีที่ทำให้เขาถึงตายนั้น ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ อีกด้วย

   ถ้ามิได้ตายในทันที ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่ารักษาพยาบาลรวมทั้งค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานนั้นด้วย

   ถ้าว่าเหตุที่ตายลงนั้นทำให้บุคคลหนึ่งคนใดต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมายไปด้วยไซร้ ท่านว่าบุคคลคนนั้นชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

มาตรา 444 ในกรณีทำให้เสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยนั้น ผู้ต้องเสียหายชอบที่จะได้ชดใช้ค่าใช้จ่ายอันตนต้องเสียไป และค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานสิ้นเชิงหรือแต่บางส่วน ทั้งในเวลาปัจจุบันนั้นและในเวลาอนาคตด้วย

ถ้าในเวลาที่พิพากษาคดี เป็นพ้นวิสัยจะหยั่งรู้ได้แน่ว่าความเสียหายนั้นได้มีแท้จริงเพียงใด ศาลจะกล่าวในคำพิพากษาว่ายังสงวนไว้ซึ่งสิทธิที่จะแก้ไขคำพิพากษานั้นอีกภายในระยะเวลาไม่เกินสองปีก็ได้

มาตรา 445 ในกรณีทำให้เขาถึงตาย หรือให้เสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยก็ดี ในกรณีทำให้เขาเสียเสรีภาพก็ดี ถ้าผู้ต้องเสียหายมีความผูกพันตามกฎหมายจะต้องทำการงานให้เป็นคุณแก่บุคคลภายนอกในครัวเรือน หรืออุตสาหกรรมของบุคคลภายนอกนั้นไซร้ ท่านว่าบุคคลผู้จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกเพื่อที่เขาต้องขาดแรงงานอันนั้นไปด้วย

มาตรา 446 ในกรณีทำให้เขาเสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยก็ดี ในกรณีทำให้เขาเสียเสรีภาพก็ดี ผู้ต้องเสียหายจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความที่เสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินด้วยอีกก็ได้ สิทธิเรียกร้องอันนี้ไม่โอนกันได้ และไม่ตกสืบไปถึงทายาท เว้นแต่สิทธินั้นจะได้รับสภาพกันไว้โดยสัญญาหรือได้เริ่มฟ้องคดีตามสิทธินั้นแล้ว

   อนึ่ง หญิงที่ต้องเสียหายเพราะผู้ใดทำผิดอาญาเป็นทุรศีลธรรมแก่ตนก็ย่อมมีสิทธิเรียกร้องทำนองเดียวกันนี้

มาตรา 448 สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้น 10 ปีนับแต่วันทำละเมิด

แต่ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา และมีกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่าที่กล่าวมานั้นไซร้ ท่านให้เอาอายุความที่ยาวกว่านั้นมาบังคับ

 

ข้อแนะนำเพิ่มเติมจากทนายเนยหวาน

1. การเริ่มขั้นตอนฟื้นฟู จะต้องมีใบรับรองจากแพทย์ว่าสิ้นสุดการรักษากอน จึงจะเริ่มการฟื้นฟู โดยการเข้าฟื้นฟูตามหลักสูตร ยื่นคำร้องขอรับเงินค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน แบบ ศฟง.1 มีที่ตั้งอยู่จังหวัดปทุมธานี

2. เหตุที่ได้รับความคุ้มครองต้องเป็นกรณีที่เกิด “เนื่องจากการทำงาน” เช่น อุบัติเหตุขณะปฏิบัติงาน ซึ่งอาจไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในสถานที่ทำงานก็ได้

3. จ่ายเงินทดแทน เงินสมทบ เป็นหน้าที่ของนายจ้าง โดยห้ามหักจากค่าจ้าง หากสถานที่ทำงานใดไม่อยู่ในกองทุน -ต้องรับผิดจ่ายให้ลูกจ้างโดยตรง และยังอาจถูกเรียกเงินสมทบย้อนหลัง เงินเพิ่ม หรือรับโทษตามกฎหมาย

4. นายจ้างจะต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนกองทุนทดแทน ให้แก่พนักงานใหม่ ภายใน 30 วัน นับแต่เข้าทำงานหากไม่ดำเนินการ จะมีความผิดทางกฎหมาย โดยระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 62

5. ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานความปลอดภัย มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 63

6. โดยลูกจ้างมีสิทธิได้รับการคุ้มครองทันที นับตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน

 

ค่าบริการ อบรม ว่าความ ความปลอดภัย

รูปแบบคดี

ราคา(เริ่มต้น)

  ♦ ว่าความในชั้นศาล

-X-

  ♦ ที่ปรึกษาภายในองค์กร / อบรม

20,000

  ♦ ตรวจรายงานอุบัติเหตุ

20,000

  ♦ เจรจาไกล่เกลี่ยค่าเสียหาย

20,000

 

วุฒิบัตร / อบรม ด้านความปลอดภัยของทนายเนยหวาน

1. วิศวกรรมศาสตร์ (วศ.บ.) สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (จป.ว.) ม.เอเชียอาคเนย์ 

2. สาธารณสุขศาสตร์ (วท.ม.) สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (จป.ว.) ม.ธรรมศาสตร์

3. ตำรวจศาสตร์ (รป.ม.) สาขาวิชาการจัดการความปลอดภัย โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

 

ฟ้องคดีอุบัติเหตุในที่ทำงาน ปรึกษา ตรวจสอบความถูกต้อง ตามกฎหมายความปลอดภัย อบรมข้อกฎหมายเบื้องต้น ฟ้องคดี

ยินดีให้คำปรึกษากฎหมาย 

ติดต่อสอบถาม

ทนายเนยหวาน โทร 083 4248098

LINE ID : @tn13

เปิดบริการทุกวัน เวลา 7.00 - 20.00 น.

ช่องทางการติดต่อ กดที่ไอคอน

   


ชื่อผู้ตอบ:

Visitors: 470,108