คดีศาลทหาร

คดีทหาร

ศาลทหาร มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาโดยไม่จำกัดชั้นยศของจำเลย ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498

ศาลทหารกรุงเทพ มีเขตอำนาจไม่จำกัดพื้นที่ทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร มีเขตอำนาจคือ กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ  สมุทรสาคร

ศาลทหารกรุงเทพ หรือกรมพระธรรมนูญ มีที่ตั้งอยู่ที่ อาคารเทิดราชา สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ถนนศรีสมาน ตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

 

กฎหมายที่สำคัญ - ประมวลกฎหมายอาญาทหาร พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498

 

คำวินิจฉัยที่ 39/2569

   คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องสิบเอก ว. จำเลย ความว่า จำเลยรับราชการทหาร กระทำความผิดอาญาฐานพยายามฆ่าผู้อื่น กล่าวคือ จำเลยโดยมีเจตนาฆ่าได้ใช้อาวุธปืนพกออโตเมติกยิงผู้เสียหายมีบาดแผลกระสุนปืนทางเข้าบริเวณกลางหลังและบาดแผลกระสุนปืนทางออกบริเวณใต้รักแร้ซ้าย ซึ่งจำเลยลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเนื่องจากแพทย์รักษาผู้เสียหายได้ทันท่วงที จึงไม่ถึงแก่ความตาย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายเป็นอันตรายสาหัส ต้องทุพพลภาพและป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวันและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญาและริบของกลาง

   จำเลยให้การปฏิเสธและยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นนายทหารชั้นประทวนประจำการซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร

   ศาลจังหวัดภูเก็ตเห็นว่า เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดด้วยกันกับพลเรือน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร

   ศาลมณฑลทหารบกที่ 41 เห็นว่า เมื่ออัยการทหารเห็นว่าเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารและส่งสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการพิจารณาดำเนินคดี กรณีจึงตกอยู่ในบังคับของมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 ความเห็นของอัยการทหารเป็นที่สุด ไม่อาจนำพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาใช้แก่กรณีที่อัยการทหารได้วินิจฉัยแล้วว่าเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

   คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่า อัยการทหารเคยมีความเห็นว่าเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารและได้ส่งสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการจนมีการยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดภูเก็ต ซึ่งกรณีเช่นนี้พนักงานอัยการจะส่งสำนวนการสอบสวนกลับคืนไปยังอัยการทหารเพื่อให้ดำเนินคดีนั้นมิได้ตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 ก็ตาม แต่บทบัญญัติมาตรา 50 ดังกล่าว เป็นเพียงบทห้ามพนักงานอัยการในชั้นก่อนฟ้องคดีเพื่อมิให้เกิดปัญหาการปฏิเสธไม่ดำเนินคดีต่อไปในระหว่างที่ยังไม่มีกระบวนการชี้ขาดเขตอำนาจศาลเท่านั้น กรณีจึงไม่มีผลผูกพันหรือตัดอำนาจของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่จะวินิจฉัยชี้ขาด กรณีที่มีการยื่นฟ้องคดีแล้ว สำหรับคดีนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 199 บัญญัติให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่ผู้กระทำผิดเป็นบุคคลซึ่งอยู่ในอำนาจศาลทหารและคดีอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติและพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 13 บัญญัติว่า ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาวางบทลงโทษผู้กระทำผิดต่อกฎหมายทหารหรือกฎหมายอื่นในทางอาญา ในคดีซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า กฎหมายมีเจตนารมณ์ให้มีศาลทหารแยกต่างหากจากศาลพลเรือนเพื่อให้บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารที่กระทำความผิดต่อกฎหมายทหารหรือกฎหมายอื่นที่มีโทษทางอาญาต้องได้รับการพิจารณาพิพากษาคดีในอำนาจของศาลทหาร เพื่อวัตถุประสงค์ในการปกครองบังคับบัญชาและส่งเสริมอำนาจของผู้บังคับบัญชาทหาร อันเป็นการยึดหลักเขตอำนาจศาลเหนือตัวบุคคลผู้กระทำผิดซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารและเป็นการยกเว้นอำนาจศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลพลเรือนไม่ให้พิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด โดยศาลยุติธรรมจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำความผิดเฉพาะแต่กรณีที่ได้กระทำผิดด้วยกันกับพลเรือนหรือเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน ตามมาตรา 14 (1) และ (2) หรือกรณีตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 เท่านั้น เมื่อคดีนี้ พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต โจทก์ยื่นฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นนายทหารประทวนประจำการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาโดยมิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดด้วยกันกับพลเรือน อันจะเข้าลักษณะคดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกันตามมาตรา 14 (1) และกรณีมิใช่ คดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือนที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามมาตรา 14 (2) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 ดังนั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลทหารตามมาตรา 13 ประกอบมาตรา 16 (3) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498

 

รับว่าความทั่วประเทศ คดีอาญาทหาร

ยินดีให้คำปรึกษากฎหมาย

ติดต่อสอบถาม

ทนายธนู โทร 083 4248098

LINE ID : @tn13

เปิดบริการทุกวัน เวลา 7.00 - 20.00 น.

ช่องทางการติดต่อ กดที่ไอคอน

   


ชื่อผู้ตอบ:

Visitors: 450,630