บัตรเครดิต / สินเชื่อส่วนบุคคล / สินเชื่อ OD

คดีบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเงินสด วงเงิน O/D

บัตรเครดิต Credit Card คือ บริการสินเชื่อ ซึ่งเป็นเงินที่ธนาคารได้ออกทดรองจ่ายไปก่อน แล้วเรียกเก็บเงินในภายหลัง โดยเรียกเก็บค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมรายปีจากสมาชิก ปัจจุบันมีการฟ้องร้องคดีกันเป็นจำนวนมากในศาล

สินเชื่อส่วนบุคคล Personal loan คือ บริการสินเชื่อกู้ยืม ที่ตกลงให้ผ่อนชำระต้นเงินคืนพร้อมกับดอกเบี้ย เป็นงวด ๆ โดยกำหนดจำนวนเงินที่แน่นอนหรือขั้นต่ำ ซึ่งอาจจะกำหนดเวลาชำระเสร็จสิ้นไว้หรือไม่ก็ตาม

สินเชื่อเงินสด Cash loan คือ สัญญาเงินกู้ ที่มีข้อตกลงกำหนดให้ลูกหนี้ต้องทยอยชำระหนี้ต้นเงินพร้อมดอกเบี้ย และบรรดาเงินต่าง ๆ คืนให้แก่เจ้าหนี้ เป็นงวดๆ ทุกเดือน ในอัตราขั้นต่ำ และมีอัตราดอกเบี้ยที่สัญญากำหนด

 

อายุความหนี้

1. บัตรเครดิต มีอายุความ 2 ปี นับตั้งแต่ผิดนัดชำระหนี้งวดสุดท้าย กล่าวคือ วันครบกำหนดชำระหนี้ตามใบแจ้งหนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7)

2. หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล มีอายุความ 5 ปี นับตั้งแต่ผิดนัดชำระครั้งสุดท้าย (สัญญากู้ยืมที่มีการผ่อนต้นเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยเป็นงวด ๆ) ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2)

3. บัตรกดเงินสด สินเชื่อเงินสด วงเงิน O/D มีอายุความ 10 ปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

 

อายุความเริ่มนับเมื่อไหร่

1. นับตั้งแต่วันผิดนัดชำระหนี้ตามวันที่กำหนดไว้ในใบแจ้งหนี้ เช่น กำหนดชำระวันที่ 5 ของทุกเดือน หากไม่จ่ายอายุความจะเริ่มนับในวันที่ 6 ของงวดเดือนนั้นเป็นต้นไป 

 

อายุความสะดุดหยุดลง (เริ่มนับอายุความใหม่) กรณีใดบ้าง

1. ลูกหนี้ชำระหนี้ภายในอายุความ

2. ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้

3. ธนาคารหักเงินผ่านระบบอัตโนมัติ (Auto payment) แต่ต้องหักเงินก่อนบอกเลิกสัญญาแล้ว หากหักภายหลังบอกเลิกสัญญา ถือว่าลูกหนี้ไม่ได้สมัครยินยอม (สัญญายินยอมให้หักเงินเลิกกันแล้ว) ไม่ถือว่าอายุความสะดุดหยุดลง

 

ชำระหนี้หลังขาดอายุความ มีผลอย่างไร

1. ไม่มีสิทธิขอเงินคืน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/28 ว.1

2. แต่ยังมีสิทธิยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความ ขึ้นต่อสู้ได้อยู่ อ้างอิง ฎ.1687/2551

3. ธนาคารหักเงินในบัญชีภายหลังบอกเลิกสัญญาแล้ว ก็ไม่ถือว่าอายุความสะดุดหยุดลง

 

ข้อสังเกตุ

1. ลูกหนี้มักเข้าใจว่า เมื่อหนี้ขาดอายุความแล้ว เจ้าหนี้ฟ้องไม่ได้ หรือถ้าฟ้องศาลก็คงจะไม่รับคำฟ้อง แต่ความจริง แม้หนี้จะขาดอายุความไปแล้ว แต่เจ้าหนี้ก็สามารถยื่นฟ้อง และมีสิทธิได้รับชำระหนี้ได้อยู่

2. การที่จะให้ศาลหยิบยกเอาเรื่อง การขาดอายุความขึ้นมาพิจารณานั้น ลูกหนี้จะต้องยื่นคำให้การจำเลย ขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในชั้นศาล ซึ่งศาลก็จะพิจารณาตรวจสอบดูข้อเท็จจริง และถ้าหากเป็นจริงตามที่ลูกหนี้ยื่นคำให้การไว้ ศาลก็จะมีคำพิพากษา "ยกฟ้อง" ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/29 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า "เมื่อไม่ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลจะอ้างเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้"

3. ในคดีหนี้บัตรเครดิต ไม่จำต้องมีการทวงถามหรือบอกเลิกสัญญาก่อน โจทก์สามารถบังคับให้จำเลยชำระหนี้ดังกล่าวได้ทั้งหมดทันที ดังนั้น คดีบัตรเครดิต โดยทั่วไป เมื่อเจ้าหนี้ได้แจ้งกำหนดการชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ทราบแล้ว ครั้นถึงกำหนดลูกหนี้ไม่ชำระ อายุความจะเริ่มนับทันทีในวันถัดไป เว้นแต่ เป็นกรณีที่อายุความสะดุดหยุดลง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 เช่น ลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ ชำระหนี้ให้บางส่วน หรือธนาคารหักเงินในบัญชีออมทรัพย์ AUTO PAYMENT เป็นต้น 

4. หนี้ที่มีการซื้อขายและโอนสิทธิเรียกร้อง ระหว่างธนาคารกับบริษัทรับบริหารหนี้เสีย(บริหารสินทรัพย์) ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่หมดอายุความแล้วทั้งสิ้น

 

***การต่อสู้ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ จำเลยต้องให้การโดยชัดแจ้ง ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบด้วย

1. ขาดอายุความเรื่องอะไร มาตราใด

2. ขาดอายุความเมื่อใด

3. เพราะเหตุใด

4. โจทก์มีสิทธิเรียกร้องตั้งแต่เมื่อใด

5. นับแต่วันใดถึงวันฟ้องคดีขาดอายุความไปแล้ว

***คำให้การของจำเลย เรื่องอายุความที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ได้กล่าวว่าขาดอายุความ เพราะไม่ได้ฟ้องภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดอย่างไร ขาดอายุความเมื่อใด นับแต่วันใดจนถึงวันฟ้อง คดีจึงขาดอายุความ ถือไม่ได้ว่ามีประเด็นเรื่องคดีขาดอายุความ

อ้างอิง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3513/2562

   ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 วรรคสองบัญญัติว่า “ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น” ดังนั้น ไม่ว่าข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การจำเลยก็ต้องแสดงโดยชัดแจ้ง ซึ่งรวมทั้งเหตุแห่งการนั้นด้วยเพื่อที่ศาลจะได้วินิจฉัยคดีให้ถูกต้องตรงตามประเด็นที่คู่ความพิพาทโต้เถียงกัน แต่ตามคำให้การจำเลยให้การต่อสู้ในประเด็นเรื่องอายุความเพียงว่า โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิฟ้องคดีภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความเท่านั้น โดยจำเลยไม่ได้แสดงให้ปรากฏว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความโดยไม่ได้ฟ้องคดีภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดอย่างไร ทั้งไม่ได้กล่าวถึงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความเมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้องคดีขาดอายุความไปแล้ว จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ถือไม่ได้ว่าจำเลยให้การต่อสู้คดีว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความด้วย คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ที่ศาลจะต้องวินิจฉัย และเมื่อถือว่าจำเลยไม่ได้ยกเรื่องอายุความเป็นข้อต่อสู้ศาลจึงไม่อาจอ้างเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้อง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/29

 

รวมกลอุบายโจทก์ ฟ้องขาดอายุความแต่ไม่บรรยายให้ชัดจน พร้อมวิธีแก้

1. บรรยายเฉพาะวันสรุปยอดหนี้ ทางแก้ เข้าไปหาดูข้อมูลในเอกสารแนบท้ายคำฟ้อง หากไม่มีต้องขอศาลออกหมายเรียก

2. อ้างมีการทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยจะบรรยายให้คำฟ้องว่า "ภายหลังจากจำเลยได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงการหนี้กับโจทก์แล้ว จำเลยผิดนัดชำระหนี้กับโจทก์..." จำเลยขอให้การต่อศาลว่า "จำเลยไม่เคยทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์ ในมูลหนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด เมื่อจำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2547 จำเลยก็ไม่ได้ใช้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดของ ธนาคารฯ อีกเลย การที่โจทก์มาอ้างว่าจำเลยได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับจำเลยนั้น จึงเป็นคำฟ้องเท็จทั้งสิ้น เป็นการใช้สิทธิอันไม่สุจริต อีกทั้งไม่มีรายละเอียดว่าทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เมื่อใด มีรายละเอียดอย่างไร จึงเป็นคำฟ้องเคลือบคลุม"      

 

ปรับปรุงโครงสร้างหนี้

กรณีที่มีการผิดนัดแล้วได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคาร ต่อมาลูกหนี้ก็ยังผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงการสร้างหนี้ อีก

การต่อสู้คดีจำเลยจะต้องบรรยายให้เห็นว่าการนับอายุความต้องถือตามมูลหนี้เดิมตามกฎหมายรับสภาพหนี้

ตัวอย่างเช่น

   “ทั้งนี้ สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้สัญญาเลขที่ 000000111222 ในคดีนี้ มีมูลหนี้มาจากสัญญาสินเชื่อส่วนบุคคล ย่อมต้องนับอายุความตามมูลหนี้เดิม กล่าวคือ 5 ปี นับแต่วันที่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้อง”

เพราะสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ให้สัญญาสินเชื่อเดิมระงับ หรือเป็นการแปลงหนี้ใหม่ หรือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่อย่างใด

การทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ หรือที่ภาษากฎหมายเรียกว่า “การรับสภาพหนี้” จะต้องทำก่อนอายุความมูลหนี้เดิมสิ้นสุด

 

เขตอำนาจศาล : ภูมิลำเนา (ตามทะเบียนบ้าน) ของลูกหนี้

 

กำหนดระยะเวลาให้ยื่นคำให้การต่อสู้คดี : ภายในวันนัดพิจารณานัดแรก (เว้นแต่จะขอศาลขยายระยะเวลา) หากไม่ยื่นถือว่าไม่มีสิทธิต่อสู้คดี ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 26 ว.2

 

ตัวอย่าง คำพิพากษาศาลฏีกา ที่น่าสนใจ

ประเด็น : บัตรเครดิต อายุความ 2 ปี เริ่มนับแต่วันถัดไปจากวันที่กำหนดในใบแจ้งยอดหนี้งวดสุดท้าย (ผิดนัดชำระหนี้งวดสุดท้าย T+1)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2456/2551

   โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ จำเลยเป็นลูกค้าของโจทก์ประเภทบัตรเครดิตยอมผูกพันตามเงื่อนไขของผู้ถือบัตร การที่จำเลยนำบัตรเครดิตไปถอนเงินสดล่วงหน้าจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติของสถาบันการเงินอื่น โจทก์จำเป็นต้องชำระเงินแทนจำเลยไปก่อนแล้วมาเรียกเก็บเงินจากจำเลยในภายหลัง จึงเป็นกิจการงานบริการอำนวยความสะดวกแก่สมาชิก โดยโจทก์เรียกค่าธรรมเนียมจากสมาชิก เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่างๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) มิใช่กรณีของลักษณะสัญญาพิเศษอันไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติไว้โดยเฉพาะในเรื่องอายุความจึงมีอายุความ 2 ปี

   จำเลยใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2535 โจทก์แจ้งให้จำเลยชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตภายในวันที่ 2 มกราคม 2536 แต่จำเลยไม่ชำระตามกำหนด ถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์ย่อมบังคับสิทธิเรียกร้องของตนได้ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2536 เป็นต้นไป ครบกำหนดอายุความในวันที่ 3 มกราคม 2536 การที่โจทก์นำเงินจำนวน 4,326.42 บาท ของจำเลยมาชำระหนี้บางส่วนเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2543 เป็นการนำเงินฝากจากบัญชีอื่นตามที่โจทก์และจำเลยได้เคยตกลงกันไว้มาหักชำระหนี้โดยที่จำเลยไม่ได้รู้เห็นด้วยจึงเป็นการกระทำของโจทก์เพียงฝ่ายเดียว ถือไม่ได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้ของจำเลย อีกทั้งเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นภายหลังจากหนี้ขาดอายุความแล้ว การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2547 พ้นกำหนดเวลา 2 ปี จึงขาดอายุความ

 

ประเด็น : หากมีการชำระหลังใบแจ้งหนี้ ถือว่าเป็นการรับสภาพหนี้ ต้องเริ่มนับอายุความใหม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8801/2550

   จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2545 เป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์อันทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) และต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2545 ตามมาตรา 193/15 วรรคสอง โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับทำการงานต่างๆ ให้แก่จำเลยรวมทั้งได้ออกเงินทดรองจ่ายแทนจำเลยไปก่อนมาใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าทำการงานและเงินที่ทดรองไปอันเป็นสิทธิเรียกร้องที่มีอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (7) เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2547 ซึ่งยังไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันดังกล่าว จึงยังไม่ขาดอายุความ

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4582/2551

   จำเลยชำระหนี้ตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2541 อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในวันดังกล่าว และต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2541 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) และมาตรา 193/15 แม้การฟ้องคดีเพื่อให้ชำระหนี้จะเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (2) แต่คดีก่อนซึ่งโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2542 นั้น ถึงที่สุดโดยศาลมีคำพิพากษาให้ยกคำฟ้อง จึงต้องถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลงเพราะเหตุที่ได้ฟ้องคดีก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคหนึ่ง อายุความสำหรับการฟ้องคดีใหม่จึงยังคงต้องเริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2541 ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 11 ธันวาคม 2543 ทั้งนี้ โดยไม่มีเหตุที่ต้องพิจารณาตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง เพราะมิใช่เป็นกรณีที่อายุความได้ครบกำหนดไปแล้วระหว่างการพิจารณา หรือจะครบกำหนดภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาในคดีก่อนถึงที่สุด ดังนั้น เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยใหม่เป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2544 เกินกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่เริ่มนับอายุความใหม่เพราะเหตุที่จำเลยชำระหนี้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงขาดอายุความ

   โจทก์แก้ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดไม่ขาดอายุความดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยจึงขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ในส่วนของบัตรดังกล่าว รวมทั้งในส่วนของบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าแก่โจทก์เป็นเงินรวม 409,081.12 บาท เต็มจำนวนตามฟ้อง เป็นการขอนอกเหนือเพิ่มเติมจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาจะเพียงแต่ขอมาในคำแก้ฎีกาเช่นนี้หาได้ไม่ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

 

ประเด็น : อายุความ + การรับสภาพหนี้ โดยการหักบัญชีเงินฝาก โดยลูกหนี้ไม่ได้ยินยอม ไม่ถือว่าอายุความสะดุดหยุดลง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5384/2551

   หนี้จากการใช้บัตรเครดิตไม่ว่าจะเป็นหนี้จากการซื้อสินค้าและบริการต่างๆ หรือหนี้จากการถอนเงินสด ล้วนเป็นหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตด้วยกัน จึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) ไม่อาจแยกบังคับนับอายุความแตกต่างกันได้

   การรับสภาพหนี้โดยการชำระหนี้บางส่วนที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้น จำเลยจะต้องเป็นผู้กระทำหรือยินยอมให้กระทำ ดังนั้น การที่โจทก์หักทอนบัญชีเงินฝากของจำเลยชำระหนี้บัตรเครดิตอันเป็นการใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ โดยมิได้มีข้อตกลงกันไว้ขณะทำสัญญา ดังนี้ แม้จำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านจะถือว่าจำเลยยินยอมในการกระทำของโจทก์ดังกล่าวด้วยหาได้ไม่ กรณีไม่ถือว่าจำเลยชำระหนี้บางส่วนอันเป็นการรับสภาพหนี้ซึ่งจะมีผลให้อายุความสะดุดหยุดลงได้ สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความ

 

ประเด็น : ธนาคารหักเงินจากบัญชีออมทรัพย์ เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิต หากไม่มีข้อตกลงหรือสัญญาไว้ในวันทำสัญญา ถือเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8051/2551

   การที่โจทก์นำเงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยมาชำระหนี้หลังจากสัญญาบัตรเครดิตและข้อตกลงในสัญญาได้สิ้นสุดลงแล้วจึงเป็นการกระทำของโจทก์เอง หาใช่ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้โดยชำระหนี้ให้เจ้าหนี้บางส่วนไม่ กรณีย่อมไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่างๆ เรียกเอาเงินที่ได้ทดรองไป สิทธิเรียกร้องของโจทก์มีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2544 พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

 

ประเด็น : ธนาคารหักเงินจากบัญชีออมทรัพย์ เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิต หากมีข้อตกลงหรือสัญญาไว้ในวันทำสัญญา ถือเป็นการใช้สิทธิสุจริต ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10969/2555

   เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงอันเกิดจากการกระทำของลูกหนี้อาจเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ เช่น ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ รวมไปถึงการชำระหนี้ให้บางส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14

   เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยตกลงชำระหนี้บัตรเครดิต โดยยินยอมให้โจทก์หักเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลย และสัญญาการใช้บัตรเครดิตระบุว่า หากมีการยกเลิกการใช้บัตรเครดิตไม่ว่าด้วยเหตุประการใด ให้ถือว่าเป็นการยกเลิกการใช้บัตรเครดิตเท่านั้น มิใช่เป็นการยกเลิกสัญญา และหากปรากฏว่ามียอดเงินเป็นลูกหนี้โจทก์ จำเลยตกลงที่จะชำระหนี้โดยให้โจทก์หักเงินจากบัญชีชำระหนี้ได้ ดังนี้ การที่โจทก์หักเงินจากบัญชีออมทรัพย์ของจำเลย เพื่อชำระหนี้จึงเป็นกรณีที่จำเลยยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามข้อตกลง หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์หักเงินจากบัญชีของจำเลยตามอำเภอใจไม่ กรณีจึงเป็นการรับสารภาพหนี้ต่อโจทก์ด้วยการชำระหนี้ให้บางส่วนอันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) เช่นนี้นับแต่วันที่จำเลยชำระหนี้บัตรเครดิตให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายจนถึงวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนด 2 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

 

ประเด็น : ลูกหนี้ชำระหนี้ หลังคดีขาดอายุความ ไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง คดีขาดอายุความเช่นเดิม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1687/2551

   ครบกำหนดชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตวันที่ 6 พฤศจิกายน 2538 หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าธนาคารยอมให้จำเลยใช้บัตรเครดิตอีก แสดงว่าธนาคารกับจำเลยถือว่าสัญญาที่มีต่อกันเป็นอันสิ้นสุดลงในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2538 ธนาคารย่อมบังคับสิทธิเรียกร้องของตนได้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2538 แต่จำเลยนำเงินมาชำระให้ธนาคารวันที่ 10 กรกฎาคม 2539 จำนวน 5,000 บาท อันเป็นการรับสภาพหนี้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันดังกล่าว ซึ่งจะครบกำหนดอายุความ 2 ปี ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2541 การที่ธนาคารนำเงินจำนวน 6.68 บาท จากบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยมาหักชำระหนี้บัตรเครดิต เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2541 หลังจากจำเลยผิดนัดชำระหนี้ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2538 โดยปล่อยเวลาให้ผ่านไปถึง 2 ปีเศษ และคิดดอกเบี้ยกับค่าเบี้ยปรับชำระหนี้ล่าช้าตลอดมา นอกจากจะเป็นการไม่ใช้สิทธิของธนาคารตามข้อตกลงในสัญญาแล้ว ยังเป็นการกระทำที่แสดงให้เห็นว่า ธนาคารอาศัยสิทธิที่มีอยู่ตามกฎหมายเป็นช่องทางให้ธนาคารได้รับประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยได้ดอกเบี้ยและค่าเบี้ยปรับชำระหนี้ล่าช้าระหว่างนั้นและเพื่อให้อายุความสะดุดหยุดลง โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รับ ย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 จึงไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง 

   จำเลยนำเงินมาชำระหนี้บางส่วนโดยให้ธนาคารหักเงินจากบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541 จำนวน 1,000 บาท เป็นการชำระหนี้ภายหลังจากสิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้ว จึงเพียงแต่ทำให้ลูกหนี้ภายหลังจากสิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้ว จึงเพียงแต่ทำให้ลูกหนี้เรียกเงินคืนไม่ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/28 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ไม่เป็นการรับสภาพหนี้อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14 (1) เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิจากธนาคารนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2543 จึงเกิน 2 ปี นับแต่วันที่เริ่มนับอายุความใหม่วันที่ 10 กรกฎาคม 2539 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

   ปัญหาเรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเป็นเรื่องอำนาจฟ้องและเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) มาตรา 246 ประกอบมาตรา 247

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5484/2553

   จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ ยอมผูกพันตามเงื่อนไขของผู้ถือบัตรตกลงให้โจทก์ทดรองจ่ายเงินอันเนื่องจากจำเลยใช้บัตรเครดิตไปชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือเบิกเงินสดล่วงหน้า โดยจำเลยยอมชำระคืนให้โจทก์ในภายหลัง อันเป็นการประกอบธุรกิจรับทำการงานต่างๆ แก่สมาชิก เมื่อโจทก์ชำระเงินแก่เจ้าหนี้แล้วโจทก์จะเรียกเก็บเงินจากสมาชิกในภายหลัง จึงเป็นกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) การฟ้องเรียกเงินทดรองของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี เมื่อโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยขอยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2547 พร้อมทั้งให้จำเลยชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิต โจทก์ย่อมบังคับสิทธิเรียกร้องของตนได้นับแต่วันดังกล่าว ซึ่งจะครบกำหนดอายุความในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549 แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2550 หลังครบกำหนดอายุความแล้วคดีจึงขาดอายุความ และการรับสภาพหนี้ด้วยการชำระหนี้บางส่วนที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงต้องกระทำก่อนที่จะขาดอายุความ เมื่อจำเลยชำระหนี้บางส่วนเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2550 ภายหลังจากขาดอายุความแล้ว จึงไม่เป็นการรับสภาพหนี้อันจะทำให้อายุคาวามสะดุดหยุดลง การชำระหนี้ภายหลังขาดอายุความแล้วเพียงแต่ทำให้ลูกหนี้เรียกคืนไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/28

 

ประเด็น : หักเงินในบัญชีอัตโนมัติ Auto payment โดยสัญญายินยอมให้หักแม้บอกเลิกสัญญาการใช้บัตรเครดิตแล้ว อายุความต้องเริ่มนับใหม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10969/2555

   เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงอันเกิดจากการกระทำของลูกหนี้อาจเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ เช่น ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ รวมไปถึงการชำระหนี้ให้บางส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14

   เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยตกลงชำระหนี้บัตรเครดิตโดยยินยอมให้โจทก์หักเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลย และสัญญาการใช้บัตรเครดิตระบุว่า หากมีการยกเลิกการใช้บัตรเครดิตไม่ว่าด้วยเหตุประการใด ให้ถือว่าเป็นการยกเลิกการใช้บัตรเครดิตเท่านั้น มิใช่เป็นการยกเลิกสัญญา และหากปรากฏว่ามียอดเงินเป็นลูกหนี้โจทก์ จำเลยตกลงที่จะชำระหนี้โดยให้โจทก์หักเงินจากบัญชีชำระหนี้ได้ ดังนี้ การที่โจทก์หักเงินจากบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยเพื่อชำระหนี้จึงเป็นกรณีที่จำเลยยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามข้อตกลง หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์หักเงินจากบัญชีของจำเลยตามอำเภอใจไม่ กรณีจึงเป็นการรับสารภาพหนี้ต่อโจทก์ด้วยการชำระหนี้ให้บางส่วนอันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) เช่นนี้นับแต่วันที่จำเลยชำระหนี้บัตรเครดิตให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายจนถึงวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนด 2 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

 

ประเด็น : ผู้ถือบัตรหลักต้องรับผิดชอบหนี้ทั้งหมดอันเกิดจากบัตรหลักและบัตรเสริม แต่ผู้ถือบัตรเสริมไม่ต้องรับผิดชอบอย่างลูกหนี้ร่วมกับบัตรหลัก ข้อสัญญาถือเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2765/2560

   แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ลงลายมือชื่อในเอกสารเป็นคู่สัญญาและมีข้อกำหนดในข้อ 1 ระบุว่า สมาชิกบัตรหลักและสมาชิกบัตรเสริมตามที่ปรากฏในใบสมัครจะต้องผูกพันร่วมกันในฐานะลูกหนี้ร่วมรับผิดชอบชำระหนี้ค่าสินค้าและหรือบริการอันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตรวมทั้งค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ก็ตาม แต่เอกสารดังกล่าวนั้นมิใช่นิติกรรมประเภทสัญญาที่จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม เพราะสัญญาบัตรเครดิตนั้นสามารถแยกการใช้จ่ายได้ระหว่างบัตรหลักคือบัตรเครดิตของจำเลยที่ 1 กับบัตรเสริมหรือบัตรเครดิตเสริมที่โจทก์ออกให้จำเลยที่ 2 นอกจากนี้เอกสารก็มิใช่สัญญาค้ำประกันที่จะผูกพันจำเลยที่ 2 ในอันที่จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม โดยเห็นได้ชัดว่าการทำบัตรเครดิตหลักและบัตรเครดิตเสริมนั้น โจทก์มุ่งหมายให้ผู้ใช้บัตรเครดิตหลักซึ่งเป็นผู้ที่น่าเชื่อถือกว่าผู้ใช้บัตรเครดิตเสริมเป็นลูกหนี้หลัก ทั้งตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 ระบุชัดให้ผู้ถือบัตรหลักจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบชำระหนี้อันเกิดจากบัตรเสริมทั้งหมดดังนั้นข้อกำหนดเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตหลักจะต้องมีมากกว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตเสริมโจทก์จะพิจารณาดูจากเครดิตหรือความน่าเชื่อถือเกี่ยวกับการชำระหนี้จากผู้ถือบัตรหลักคือจำเลยที่ 1 แล้วโจทก์จึงอนุญาตในการออกบัตรเครดิตเสริมให้แก่จำเลยที่ 2 โดยลักษณะของสัญญาที่โจทก์ทำกับจำเลยทั้งสองเช่นนี้ ย่อมเห็นได้ถึงเจตนาในการทำสัญญาของโจทก์ว่า โจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตหลักเป็นผู้รับผิดชอบต่อหนี้สินทั้งหมดของจำเลยที่ 1 เองและของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเสริมเท่านั้น มิใช่ต้องการให้จำเลยที่ 2 ผู้ถือบัตรเครดิตเสริมต้องมาร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 แม้ในเอกสารที่โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ในใบสมัครบัตรเสริมจะมีข้อความกำหนดให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมก็ตาม แต่ข้อกำหนดในเอกสารคำขอเปิดบัตรเครดิตเสริมนั้นไม่ถือว่าผูกพันจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ข้อสัญญาดังกล่าวยังถือว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้บริโภคด้วยประกอบกับจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวเป็นผู้ใช้บัตรเครดิตหลักในการก่อหนี้โดยตรงกับโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงเป็นลูกหนี้โดยตรงเพียงคนเดียวที่มีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ เช่นนี้จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องผูกพันร่วมรับผิดกับหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ค้างชำระต่อโจทก์

 

ประเด็น : บัตรเครดิตถูกลักขโมยไปใช้ซื้อสินค้า เจ้าของบัตรไม่ต้องรับผิดชอบ แม้จะมีข้อตกลงให้ต้องรับผิดชอบ ก็ถือว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1989/2552

   ข้อตกลงการใช้บัตรวีซ่า ข้อ 8 ที่กำหนดให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในกรณีที่บัตรเครดิตสูญหาย ถูกลักขโมย หรือถูกใช้โดยบุคลอื่นโดยมิได้รับอนุญาตจากผู้ถือบัตร (จำเลย) ที่ได้แจ้งข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ศูนย์บัตรเครดิตของธนาคาร (โจทก์) ทราบแล้วโดยพลันเพื่อให้ระงับการใช้บัตรเครดิต ในภาระหนี้สินที่เกิดขึ้นก่อนมีการแจ้งดังกล่าวในจำนวนเงินที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตของผู้ถือบัตร ซึ่งถูกนำไปใช้โดยมิชอบ รวมถึงภาระหนี้สินที่เกิดขึ้นหลังจากแจ้งให้ธนาคารทราบแล้วไม่เกิน 5 นาที นอกจากจะขัดแย้งกับข้อตกลงการใช้บัตรวีซ่า ข้อ 6 วรรคสอง แล้ว ยังถือเป็นข้อสัญญาที่ทำให้จำเลยต้องรับภาระในหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตที่จำเลยไม่ได้ก่อขึ้นและไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลย ทั้งโจทก์ยังมีทางแก้ไขความเสียหายของโจทก์ได้โดยหากโจทก์ตรวจสอบแล้วปรากฎว่าลายมือชื่อผู้ใช้บัตรเครดิตในเซลสลิปไม่ตรงกับลายมือชื่อของจำเลยผู้ถือบัตร โจทก์สามารถเรียกเงินที่ได้จ่ายไปคืนจากร้านค้าได้ ฉะนั้น เมื่อโจทก์ได้รับแจ้งจากจำเลยว่าบัตรเครดิตได้สูญหายไป เพื่อขอให้โจทก์ระงับการใช้บัตรเครดิต โจทก์จะต้องรีบดำเนินการให้จำเลยโดยเร็ว ก็จะทราบได้ทันทีว่าลายมือชื่อผู้ใช้บัตรเครดิตในเซลสลิปไม่ตรงกับลายมือชื่อของจำเลย แสดงว่าร้านเจมาร์ทไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบลายมือชื่อในเซลสลิป ย่อมทำให้โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกเงินที่ชำระไปแล้วคืนจากร้านเจมาร์ทแทนการมาเรียกเก็บจากจำเลยได้ ซึ่งเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่โจทก์มิได้ทำเช่นนั้น โดยเห็นว่ามีข้อตกลงการใช้บัตรวีซ่า ข้อ 8 ที่ให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์อยู่แล้ว ถือเป็นการเอาเปรียบจำเลยเกินสมควรและเป็นการผลักภาระให้จำเลยต้องรับผิดเกินกว่าวิญญูชนทั่วไปจะคาดหมายได้ตามปกติ อันเข้าลักษณะข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ข้อตกลงการใช้บัตรวีซ่า ข้อ 8 จึงไม่มีผลใช้บังคับ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ให้โจทก์

 

ประเด็น : คดีสินเชื่อส่วนบุคคล อายุความ 5 ปี นับแต่วันผิดนัดชำระครั้งสุดท้าย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6854/2553

   โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กู้เงินบริษัท ก. โดยตกลงผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยรายเดือนรวม 144 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 22 เมษายน 2548 และชำระงวดถัดไปทุกวันที่ 22 ของทุกเดือน หากผิดนัดไม่ชำระหนี้งวดใด ยอมให้บริษัท ก. เรียกหนี้ตามสัญญาทั้งหมดคืนได้ทันที ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามที่ตกลงไว้ในสัญญากู้ โดยจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 5 กรกฎาคม 2538 เป็นการฟ้องขอให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ซึ่งมีข้อตกลงชำระหนี้ผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในหนี้ดังกล่าวจึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้ คือ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2538 เป็นต้นไป เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากนำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2538 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องของตนได้ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 13 มิถุนายน 2544 คดีโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว

 

ประเด็น : ทำหนังสือรับสภาพหนี้ สินเชื่อส่วนบุคคล อายุความ 5 ปี ตามอายุความเดิม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2847/2562

   ตามหนังสือรับสภาพหนี้ ตารางกำหนดชำระหนี้ และหนังสือสัญญาค้ำประกัน โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันกำหนดชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเป็นงวด ๆ รวม 103 งวด ดังนี้จึงถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ตกลงชำระหนี้เพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในหนี้ดังกล่าวจึงมีอายุความ 5 ปีนับแต่วันผิดนัด จำเลยที่ 1 ผิดนัดงวดที่ 32 ซึ่งจะต้องชำระในวันที่ 1 มีนาคม 2553 โจทก์มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยได้ทันทีตามหนังสือรับสภาพหนี้ โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้คืนทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2553 เป็นต้นไป อายุความจึงเริ่มต้นตั้งแต่วันดังกล่าว ซึ่งจะครบกำหนดอายุความ 5 ปี ในวันที่ 2 มีนาคม 2558 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 เกินกว่า 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดด้วย

 

ตัวอย่าง คดีศาลไม่ยกฟ้อง เพราะมีอายุความ 10 ปี

1. สินเชื่อหมุนเวียน กู้ยืม โดยธนาคารเป็นผู้กำหนดวงเงิน เปลี่ยนแปลงได้ตามดุลพินิจ และออกบัตรกดเงินสดให้เบิกถอน แต่ไม่มีลักษณะเป็นเงินที่ออกทดรองแทนไปก่อน ปกติอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 13 - 15% ต่อปี ไม่เข้าลักษณะคดีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33(4) แต่มีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

2. สินเชื่อส่วนบุคคล ที่กำหนดเพียงให้ผ่อนชำระคืนภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ไม่ได้กำหนดต้นเงินและดอกเบี้ยที่แน่นอนในแต่ละงวด ๆ เดือน ๆ ละเท่าไร ตามใบแจ้งยอดหนี้บัญชีให้ลูกหนี้เลือกว่าจะชำระขั้นต่ำหรือเต็มจำนวนก็ได้ คดีมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

3. สัญญาสินเชื่อเงินสดกำหนดให้จ่ายเพียงขั้นต่ำ ไม่ได้กำหนดให้ผ่อนชำระทุกคืนเป็นงวด ๆ จึงไม่มีลักษณะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) แต่มีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 อ้างอิง ฎ.2922/2561

 

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 193/34 สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ ให้มีกำหนดอายุความ 2 ปี

   (1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบหัตถกรรม ผู้ประกอบศิลปอุตสาหกรรมหรือช่างฝีมือ เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง

   (7) บุคคลซึ่งมิได้เข้าอยู่ในประเภทที่ระบุไว้ใน (1) แต่เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของผู้อื่นหรือรับทำงานการต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับในการนั้น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป

มาตรา 193/33 สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ ให้มีกำหนดอายุความ 5 ปี

   (1) ดอกเบี้ยค้างชำระ

   (2) เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ

มาตรา 193/30 อายุความนั้น ถ้าประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้มีกำหนด 10 ปี

มาตรา 193/10 สิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความ ลูกหนี้มีสิทธิที่จะปฏิเสธการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้นได้

มาตรา 193/12 อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ถ้าเป็นสิทธิเรียกร้องให้งดเว้นกระทำการอย่างใด ให้เริ่มนับแต่เวลาแรกที่ฝ่าฝืนกระทำการนั้น

มาตรา 193/14 อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในกรณีดังต่อไปนี้

   (1) ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้ ชำระหนี้ให้บางส่วน ชำระดอกเบี้ย ให้ประกัน หรือกระทำการใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง

   (2) เจ้าหนี้ได้ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้

มาตรา 193/29 เมื่อไม่ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลจะอ้างเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้

 

ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 วรรค2

   ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น

 

พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540

มาตรา 4 ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

   ในกรณีที่มีข้อสงสัย ให้ตีความสำเร็จรูปไปในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายซึ่งมิได้เป็นผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปนั้น

 

คำแนะนำเพิ่มเติมจากทนายความ

1. สินเชื่อส่วนบุคคล ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดให้ดอกเบี้ยค้างชำระ และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ รวมแล้วต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 28 ต่อปี

2. เมื่อยกเลิกบัตรเครดิตแล้ว ธนาคารไม่มีสิทธิคิดค่าธรรมเนียมหรือค่าปรับหรือค่าทวงหนี้ใด ๆ อีกต่อไป มีคำพิพากษาได้มีคำวินิจฉัยไว้ว่า เมื่อสัญญาบัตรเครดิตสิ้นสุดลง คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่สถานะเดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 ส่วนธนาคารมีสิทธิเพียงคิดดอกเบี้ยในอัตราที่สมควร ซึ่งส่วนใหญ่ศาลจะพิจารณาให้ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี 

3. เมื่อลูกหนี้แพ้คดี ในชั้นบังคับคดี หากมีเงินเดือนไม่เกิน 20,000 บาท เจ้าหนี้ไม่สามารถอายัดเงินเดือนได้ ถ้าเงินเดือนเกิน 20,000 บาท มีสิทธิถูกอายัด แต่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล หรือต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ลดจำนวนเงินอายัดลงได้ โดยจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับฐานะทางครอบครัว จำนวนพ่อแม่หรือบุตร ซึ่งอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของลูกหนี้ โดยจะต้องยื่นคำร้องภายใน 15 วัน หากศาลลดจำนวนเงินอายัดน้อยไป สามารถอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ได้

4. เมื่อลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้รายหนึ่งอายัดเงินเดือนแล้ว ห้ามมิให้อายัดซ้ำ ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 290 แต่เจ้าหนี้บัตรรายอื่นมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ได้

5. ถ้าลูกหนี้ไม่อยากให้ถูกอายัดเงินเดือน ลูกหนี้ต้องไปตกลงกับสถาบันการเงินนอกรอบ โดยทำข้อตกลงเป็นหนังสือ เจ้าพนักงานบังคับคดีจะงดการอายัดเงินเดือนไว้ชั่วคราวตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 292 (3)

6. การตกลงชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือการถูกอายัดเงินเดือน ต้องคอยตรวจสอบยอดเงินที่ค้างชำระสม่ำเสมอ เพราะเคยมีหลายคดีที่อายัดเงินจากลูกหนี้เกินยอดหนี้ตามคำพิพากษา

7. กรณีธนาคารฟ้องคดีที่หมดอายุความ จำเลยสามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้น เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องรอสืบพยาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24

8. ประวัติการค้างชำระหนี้มีผลต่อการกู้ยืมเงินในอนาคตแน่นอน และชื่อของท่านอยู่ในเครดิตบูโรเป็นเวลา  3 ปี

9. Auto payment เป็นระบบที่ธนาคาร Setting ไว้ เมื่อมีเงินเข้ามาในบัญชีลูกหนี้ ซึ่งจะทำการหักเงินโดยทันที

10. ส่วนใหญ่ศาลจะพิพากษากำหนดดอกเบี้ยอยู่ที่ 12% ต่อปี

11. เมื่อจำเลยต่อสู้คดีเรื่องขาดอายุความไว้ชัดเจน โจทก์มักจะขอถอนฟ้อง (เพื่อขอรับค่าขึ้นศาลคืนบางส่วน) เพื่อความสบายใจของลูกหนี้ ในคำร้องจะต้องมีข้อความ "โจทก์ไม่ติดใจที่จะเรียกร้องหนี้เงินตามฟ้องกับจำเลยอีกต่อไป และจะไม่นำคดีนี้มารื้อร้องฟ้องจำเลยอีก"

 

ค่าบริการว่าความ บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล 

รูปแบบคดี

ราคา

ต่อสู้คดีขาดอายุความ

15,000 - 30,000

เจรจาไกล่เกลี่ย

8,000 - 15,000

 

รับว่าความทั่วประเทศ

กรุงเทพ ฯ ปริมณฑล เชียงใหม่ ฟรีค่าเดินทางทนาย

ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายฟรี

เปิดบริการทุกวัน 7.00 - 18.00 น.

ช่องทางการติดต่อ กดที่ไอคอน

   

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า Trustmarkthai
 
ตัวอย่าง คำพิพากษาคดีบัตรเครดิต
 
 
 
 
ตัวอย่าง คำพิพากษาคดีสินเชื่อส่วนบุคคล
 
#1 โดย: ทนายธนู [IP: 184.22.245.xxx]
เมื่อ: 2019-05-31 09:19:06
สงสัยประเด็นใด สามารถสอบถามได้ หรือต้องการแชร์เพื่อเป็นความรู้ ขอเชิญกันได้เลยครับ
#2 โดย: Puma [IP: 71.59.205.xxx]
เมื่อ: 2020-05-18 05:40:40
ถ้าได้หมายศาลจะยึดทรัพย์ต้องทำอย่างไร
#3 โดย: ธวัชชัย [IP: 103.51.66.xxx]
เมื่อ: 2021-03-19 02:22:33
อยากรู้บัตรกดเงินของ เจมันนี่ ใบแจ้งหนี้มาไม่ตรงกับยอดชำระ โดยจะมีแต่ยอดดอกเบี้ยและเงินต้นมา แต่ไม่มีค่าธรรมเนียมการใช้เงินแจ้งมาแต่เวลาไปชำระตามเซเว่น มันจะขึ้นยอดค่าธรรมเนียมบวกมาด้วย จะทำอย่างไรได้บ้างครับ

ชื่อผู้ตอบ:

Visitors: 90,745